การเจาะปอดผ่านทางผิวหนัง (Transthoracic Needle Biopsy)

การเจาะปอด ฟังดูแล้ว น่ากลัวจินตนาการไปว่าจะมีมีดหรือสว่านใหญ่ๆหมุนทะลวงทางหน้าอกเข้าไปข้างในคงจะเจ็บหน้าดู นะครับ แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นแค่เข็มเล็กๆสอดผ่านผิวหนังเข้าไปยังรอยโรคในปอดเท่านั้นดังรูปด้านล่าง
แผนภาพแสดงการเจาะเก็บเนื้อเยื่อจากก้อนในปอด
ลองติดตามดูนะครับ

เมื่อไรจะเจาะปอด?
เมื่อพบรอยผิดปกติจากภาพเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก ซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถตัดประเด็นเรื่องมะเร็งในทรวงอกออกไปได้ หรือแพทย์ต้องการดูเนื้อเยื่อว่าจะเป็นความผิดปกติแบบใด จะได้เดินหน้ารักษาต่อไปได้ถูกทาง

เกี่ยวกับอาการหรือไม่?
ผู้ที่พบรอยผิดปกติจาพภาพเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ มีสองประเภท
ประเภทที่หนึ่ง กลุ่มสบายดี แต่มาตรวจสุขภาพเจอรอยโรค แล้วส่งพบแพทย์โรคทรวงอกพิจารณาแล้ว ควรเจาะพิสูจน์เพื่อวางแผนจัดการต่อไป
ประเภทที่สอง กลุ่มมีอาการ มาพบแพทย์ส่งเอกซเรย์ตรวจเจอรอยโรค ส่งพบแพทย์ทางโรคทรวงอกแล้ว พิจารณาว่าควรพิสูจน์เนื้อเยื่อเพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
แน่นอนว่าประเภทที่หนึ่งย่อมมีโอกาสพบรอยโรคมะเร็งระยะแรกๆ ส่วนประเภทที่สองจะพบรอยโรคที่เป็นมากกว่า
ตัวอย่างรอยโรคในเอกซเรย์ทรวงอก 
ผู้ป่วยรายหนึ่งมาด้วยอาการเจ็บหัวไหล่ขวา ภาพเอกซเรย์ทรวงอกพบก้อนกลมขนาดใหญ่ติดกับช่องอกด้านขวาบน (ลูกศรชี้) 

จะเตรียมตัวก่อนเจาะเก็บเนื้อเยื่อจากทรวงอกอย่างไร?
รังสีแพทย์จะตรวจสอบประวัติดูก่อนว่ามีข้อห้ามในการเจาะหรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นภาวะที่แก้ไขได้ หลังจากแก้ไขข้อห้ามเหล่านี้แล้วก็จะสามารถเจาะปอดได้

ข้อห้ามในการเจาะ ได้แก่
ภาวะเลือดแข็งตัวช้า จากโรคประจำตัว หรือจากยาต้านการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากแผลจากรูเจาะแม้จะเล็กแต่หากเลือดจับตัวเป็นก้อนได้ช้าก็อาจเสียเลือดมากได้ เราจึงต้องแก้ไขภาวะนี้ให้ปกติก่อนทำการเจาะ
ภาวะถุงลมโป่งพอง หรือคนไข้ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่่ ก็เสี่ยงจะเกิดลมรั่วในช่องอกง่าย
ตรวจสอบประวัติแล้วยังไม่พอยังต้องตรวจเลือดหาค่าการแข็งตัวของเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ หากผิดปกติจะมีวิธีแก้ไข เช่น การให้หยุดใช้ยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวยาก, การให้น้ำเลือด หรือเกร็ดเลือดได้หรือไม่
การงดน้ำและอาหาร มักจะงดประมาณ 4-6 ชั่วโมงก่อนเวลาเจาะ เพื่อป้องกันการสำลักอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจ (อันนี้เป็นการป้องกันไว้ก่อน เพราะไม่แน่บางครั้งผู้ป่วยกลัวจนเกิดอาการชัก อาจสำลัก)

กระบวนการเจาะเนื้อเยื่อทรวงอกทำอย่างไร?
ผู้ป่วยจะนอนบนเตียงที่จัดเตรียมมีเครื่องเอกซเรย์วิดีโอ (Fluoroscopy) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) 
ภาพแสดงผู้ป่วยรับการเจาะปอดบนเตียงเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

พยาบาลจะวัดความดันโลหิตและชีพจรของผู้ป่วยก่อนการทำหัตถการเพื่อเอาไว้เปรียบเทียบกับหลังการเจาะ และจะตรวจจับชีพจรและความเข็มข้นออกซิเจนในเลือด(วัดจากปลายนิ้ว) 
เมื่อเครื่องเอกซเรย์วิดีโอหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สแกนภาพรอยโรคเจอแล้วแพทย์จะวางแผนหาแนวที่จะสอดเข็มผ่านผิวหนังเข้าไป 
หลังจากนั้นแพทย์จะทำความสะอาดผิวหนังด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ปิดผ้าคลุมสะอาดรอบๆบริเวณที่จะเจาะ
ฉีดยาชาเพื่อไม่ให้เกิดอาการปวดระหว่างเจาะ หลังจากนั้นจะสอดเข็มพิเศษเข้าไป สแกนภาพและปรับทิศทางและความลึกของเข็มเป็นระยะ จนกว่าเข็มเข้าไปถึงตำแหน่งรอยโรคที่ต้องการเก็บเนื้อเยื่อ
แผนภาพแสดงการสอดเข็มเข้าไปถึงรอยโรคในทรวงอกผู้ป่วยซึ่งแพทย์จะดูภาพของเข็มได้จากการสแกนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และปรับทิศทางเข็มเป็นระยะจนกว่าปลายเข็มจะถึงรอยโรค

เข็มที่เจาะเนื้อเยื่อจะต่างกับเข็มฉีดยาทั่วไป ต้องเป็นเข็มที่พิเศษมีกลไกพิเศษให้สามารถเฉือนเนื้อเยื่อให้เก็บไว้ในรูเข็มได้ 
ขนาดเส้นผ่านศุนย์กลางของเข็มโดยทั่วไปจะไม่เกิน 0.035 นิ้ว(0.91 มิลลิเมตร)
เข็มเจาะชิ้นเนื้อแบบพิเศษ
ตัวเข็มมีกลไกสำหรับตัดชิ้นเนื้อแล้วเก็บเข้ามาอยู่่ในรูเข็มได้
ภาพแสดงปลายเข็มเจาะเนื้อเยื่อมีร่องสำหรับเก็บเนื่อเยื่อหลังจากเข็มเฉือนเนื้อเยื่อได้แล้วจะเก็บเนื้อเยื่อเล็กๆไว้ในร่องนี้

หลังจากเจาะแล้วเนื้อเยื่อเข้ามาอยู่ในร่องของปลายเข็ม
ภาพแสดงเนื่อเยื่อที่เข็มตัดได้เก็บไว้ในร่องของเข็ม เมื่อดึงเข็มออกมาและเปิดกลไกเข็มออกจะเขี่ยเนื้อเยื่อออกมาส่งตรวจทางพยาธิวทยาต่อไป

หลังการเจาะเป็นอย่างไร?
หลังจากแพทย์นำเข็มออกจากทรวงอก แพทย์จะกดปากรูเข็มเพื่อห้ามเลือด ปริมาณเลือดที่ออกจะน้อยมาก (เพียงสองสามหยด) โดยส่วนใหญ่
มีผู้ป่วยบางรายที่อาจไอออกมามีเลือด กรณีนี้เกิดจากตอนเข็มเจาะเข้าในรอยโรค รอยโรคนี้มีการติดต่อกับหลอดลมของปอดเมื่อเลือดไหลเข้าไปในหลอดลมจะระคายเคืองหลอดลมและไอมีเลื่อดปนออกมาโดยส่วนใหญ่เลือดจะหยุดเอง แพทย์จะอธิบายล่วงหน้าไม่ให้ผู้ป่วยตกใจ มีเพียงน้อยรายมากที่มีไอแล้วเลือดอออกมากและนานจนต้องทำการรรักษาด้วยการอุดหลอดเลือดของหลอดลม
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเลือดออกจากรูเข็มแล้ว จะสแกนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์อีกครั้งเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าไม่ลมรั่วออกจากปอดเข้าไปขังในช่องว่างในช่องอก จนกระทั่งผู้ป่วยรู้สึกอีดอัด ซึ่งน้อยรายมากที่จำเป็นต้องระบายลมรั่วที่คั่งออกด้วยการใส่สายระบายลมผ่านทางผิวหนัง
หากไม่มีเลือดออกจากรูปากแผลแล้ว จะปิดคลุมแผลด้วยพลาสเตอร์ไว้นาน 24 ชั่วโมง แผลก็จะสมานได้เองโดยไม่ต้องเย็บปากแผล เนื้องจากรูเข็มขนาดเล็กมาก โดยทั่วไปไม่เกิน 2 มิลลิเมตร
ขั้นตอนต่อไปเป็นการสังเกตอาการในโรงพยาบาลไว้นาน 4 ชั่วโมง ระหว่างนี้จะมีพยาบาลคอยติดตามชีพจรและวัดความดันโลหิตที่แขนเป็นะรยะทุก 15 นาที
แพทย์อาจถ่ายภาพเอกซเรย์เช็คดูลมรั่วในปอดหลังการเจาะ ครึ่งชั่วโมง และสีชั่วโมง
เมื่อครบเวลาสี่ชั่วโมงและผู้ป่วยไม่มีอาการไอปนเลือด ไม่หายใจติดขัดหรือเหนื่อย มีชีพจรและความดันโลหิตไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนการเจาะ ไม่มีลมรั่วในช่องอกระดับที่ต้องรักษา แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้
ผลวิเคราะห์เนื้อเยื่อ จะรับรู้ภายใน 2-7 วันขึ้นอยู่กับชนิดของการส่งตรวจ

หากมีคำถามเพิ่มเติมใดๆ ท่านสามารถถามในช่องแสดงความคิดเห็นท้ายบทความได้ครับ

ดูบทความอื่นๆอีก กรุณา กลับไปยังหน้า สารบัญบทความ

มะเร็งปอด อัพเดทแนวทางการค้นพบ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่น่ารัก 

พบกับบทความของ หมอรัฐวัชร์ อีกครั้งนะครับ
มาคราวนี้ หมอมีเรื่อง "มะเร็งปอด" มาบอกเล่า


ภาพวาดแสดงตัวอย่างมะเร็งที่เกิดขึ้นในปอด

แต่จะไม่ขอกล่าวถึงเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกับบทความจากเว็บที่อื่น จะได้ไม่ยืดยาวเกินไป ซึ่งคุณผู้อ่านที่รักสามารถค้นหาอ่านได้ทั่วไปได้อยู่แล้วนะครับ
เราจะเข้าประเด็นสำคัญๆที่ชัดเจนสำหรับคุณไปเลยดีกว่า ไหมครับ?

มะเร็งปอดพบบ่อยไหม?
พบบ่อยนะครับ แค่ไหนนะหรือ?  ติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของมะเร็งทั้งหมดเลยเชียว

สาเหตุแน่นอน?
ไม่ทราบ

วิธีลดความเสี่ยง
โดยสรุป ไม่รับประกันว่าจะป้องกันได้ 100% ตัวอย่างเช่น
คุณเลิกสูบบุหรี่ได้ไหม?
ได้หรือไม่ได้ แล้วแต่คุณ
คุณหนีอากาศเสียได้ไหม?
ได้ แต่ก็ยากกว่าเลิกบุหรี่อีกใช่ไหมครับ
คุณห้ามอายุไม่ให้แก่เกิน 40 ปีได้ไหม?
ไม่มีทาง ! เลย
มีพ่อแม่พี่น้องเป็นมะเร็งปอด
จะห้ามยังไงเนี่ย?

ควรจะรอให้มีอาการก่อนไหม?
ไม่ควร เพราะเกือบทั้งหมดมีอาการและมาตรวจพบก็จะเข้าระยะที่รักษาไม่หายขาดเสียแล้วครับ
แต่ก็ยังมีอีกผู้อ่านอีกจำนวนมากยังอยากทราบอาการอยู่ดี จึงขอบอกให้ทราบด้วย แต่อย่าไปคาดหวังกับอาการมากเพราะมันเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง อาจจะเป็นโรคอื่นก็ได้ หมอจึงไม่อยากเน้นมากนัก ได้แก่ ไอ, ไอเป็นเลือด, หายใจเหนื่อย, หายใจมีเสียงวีีด, เจ็บหน้าอก หรือ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

จะตรวจหามะเร็งระยะแรกได้อย่างไร?

เดิมทำอย่างไร?
ที่เราปฏิบัติกันแม้กระทั่งทุกวันนี้ คือการเอกซเรย์ทรวงอกปีละหนึ่งครั้ง กลับกลายเป็นว่า ไม่ช่วยลดอัตราการตายจากมะเร็งปอดได้ครับ เพราะภาพเอกซเรย์ทั่วไปไม่ละเอียดพอที่จะเจอเนื้องอกมะเร็งขนาดเล็กที่อาจซ้อนทับกับอวัยวะอื่นนั่นเอง 
ตัวอย่างภาพเอกซเรย์ทรวงอก ในกรอบสี่เหลี่ยมจะเห็นก้อนกลมๆสีขาว ตรงนั้นคือเนื้องอก เมื่อเจาะตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อพบว่าเป็นมะเร็งปอด คุณคิดว่าหากก้อนกลมนี้บังเอิญเกิดขึ้นซ้อนทับกับเงาสีขาวตรงกลาง เราจะมองเห็นมันไหม?
ด้านล่างนี่คือ ภาพเอกซเรย์ทรวงอกที่ปกติ
ภาพเอกซเรย์ทรวงอกที่ดูแล้วปกติ เป็นภาพขาวดำสองมิติ เนื้อปอดบรรจุอากาศอยู่มากกว่าเนื้อเยื่ออื่นจึงเห็นเป็นสีดำ แต่เนื่องจากทีการทับซ้อนกับอวัยวะอื่นอยู่บ้างเช่นหัวใจตรงกลาง และกระดูกสันหลังตรงกลาง (เห็นเป็นปล้องๆ)
ภาพต่อไปนี้คือเอกซเรย์เหมือนภาพเดิมข้างต้นแต่ หมอได้วาดกรอบแสดงส่วนที่มีโอกาสบังรอยโรคทำให้มองไม่เห็นก้อนได้ชัด
ภายในขอบเขตของเส้นสีเขียวนี้ จะเห็นว่าเป็นเงาสีขาวทึบ หากว่ามีก้อนเกิดทับซ้อนกับบริเวณนี้จะสังเกตเห็นได้ยาก กว่าจะเห็นต้องรอให้ก้อนโตขึ้นมาอีกระยะหนึ่ง

แล้วทำอย่างไรให้เจอมะเร็งปอดเร็ว?
ต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของทรวงอก (low dose CT Scan) ครับ วิธีนี้เห็นก้อนเนื้องอกตั้งแต่ยังขนาด 5 มิลลิเมตร ทำให้ผ่าตัดได้ทันเวลาครับ
ภาพขั้นตอนการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียงล้อมรอบด้วยอุโมงรูปวงแหวน ขณะที่สแกนหลอดเอกซเรย์จะหมุนรอบตัวผู้รับการตรวจ เวลาสแกนแค่ไม่เกิน 20 วินาทีเท่านั้นเอง ไม่มีการสอดเข็มหรือทำให้เจ็บปวดใดๆในขั้นตอนนี้ครับ
ภาพที่ได้ให้รายละเอียดมากกว่า
ภาพอธิบายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ลองนึกถึงภาพขนมปังที่ถูกหั่นเป็นแผ่นบางๆจนทั่วทั้งก้อน หรือคุณหั่นผลส้มออกเป็นแผ่นๆ แล้วหยิบแต่ละแผ่นมาดูอย่างละเอียด แน่นอนว่าคุณจะต้องทราบรายละเอียดที่ชัดเจนกว่าการดูภาพ 2 มิติแน่นอน

ลองเปรียบเทียบภาพเอกซเรย์ธรรมดากับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูนะครับ

ข้างล่างนี้คือภาพเอกซเรย์ทรวงอกทั่วไป



รูปภาพเดียวกับภาพบนก่อนหน้า แต่ให้สังเกตจุดสีแดงซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นก้อนเล็กๆซึ่งสังเกตได้ยาก


นี่คือภาพส่วนหนึ่ง (เปรียบได้กับแผ่นหนึ่งของขนมปัง) ของเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่เลือกเฉพาะส่วนที่เห็นก้อนเล็กๆ ที่เอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็น
ก้อนเล็กขนาดนี้ (เล็กกว่า 1 ซม) และซ้อนอยู่หลังเงาหัวใจในภาพเอกซเรย์ธรรม ไม่สามารถเห็นได้แต่ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไม่มีการทับซ้อนเลยเห็นได้ชัดเจน
นอกจากนี้ เรายังสามารถดูภาพได้ในหลายแนว หลังจากสแกนเสร็จ เราสามารถให้คอมพิวเตอร์สร้างภาพในแนวผ่าร่างกายได้หลายแนว ดังตัวอย่างภาพข้างล่างนี้
ภาพแสดงมุมมองของก้อนเนื้องอกในหลายๆแนว ช่วยให้มองเห็นได้รอบด้านมากขึ้น

ใครบ้างที่ได้ประโยชน์จากการคัดกรองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์?
ถ้าไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายก็ควรทำทุกคนตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปครับ ปีละหนึ่งครั้ง
ปัญหาหลักคือ ค่าใช้จ่าย ตกปีละประมาณห้าพันบาท ใครที่มีกำลังจ่ายพอ ก็คิดว่าคุ้มครับ
ถ้าใครคิดว่าอายุมากแล้ว ถึงตรวจเจอก็ไม่ได้รักษาอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องทำละครับ

แล้วคนสูงอายุถ้าตรวจพบก้อนเนื้องอกระยะแรก แต่ร่างกายไม่เหมาะสมที่จะรับการผ่าตัด จะทำยังไง?
เราพอมีวิธีอื่นอีกไหม ? ต้องลองอ่านดูบทความนี้ครับ 

การรักษามะเร็งปอดด้วยเข็มความร้อน

 ลิงค์ กลับสู่หน้าสารบัญบทความ

มะเร็งปอด: การรักษาด้วยเข็มความร้อน

มะเร็งปอด เป็นโรคมะเร็งที่พบมากอันดับต้นๆทั้งในเพศชายและเพศหญิงและคร่าชีวิตคนในโลกนี้ในวัยกลางคนและสูงอายุไปจำนวนมาก
สถานการณ์
มะเร็งปอดยังพบผู้ป่วยมากขึ้น แม้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของมะเร็งปอดที่เราทราบกันว่า คือ การสูบบุหรี่หรือการได้รับควันบุหรี่โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เรายังพบว่ามะเร็งปอดในเพศหญิงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุหรี่ เพิ่มขึ้น สาเหตุนั้นยังไม่ทราบ ได้แต่สันนิษฐานเรื่องมลพิษต่างๆ ซึ่งก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดนัก
ดังนั้นการป้องกันมะเร็งปอด นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่แล้ว ก็ไม่มีวิธีเฉพาะเจาะจงใดๆ 
การรักษามะเร็งปอดด้วยเข็มความร้อน (Thermal Ablation)
คือการใช้เครื่องมือสแกนภาพร่างกาย เช่น เอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นตัวนำวิถี ให้แพทย์สอดเข็มเข้าไปถึงเนื้องอกในปอด เชื่อมต่อเข็มกับเครื่องกำเนิดความร้อนควบคุมให้เกิดความร้อนรอบๆปลายเข็มให้ทำลายเฉพาะตัวก้อนโดยหลีกเลี่ยงการทำลายเนื้อเยื่อปกติ
(เราสามารถทำลายเนื้องอกมะเร็งได้ด้วยทั้งความร้อนหรือความเย็นจัดก็ได้ ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ทางโรงพยาบาลนั้นจัดหาได้)
ภาพแสดงเข็มสอดเข้าไปถึงก้อนเนื้องอกในปอด ส่วนของโคนเข็มจะต่อกับแหล่งกำเนิดความร้อนเพื่อสร้างความร้อนบริเวณปลายเข็มให้ทำลานมะเร็งปอด

การขจัดมะเร็งด้วยเข็มความร้อน
แหล่งกำเนิดความร้อนที่มีขายปัจจุบันมีสองระบบคือ ระบบคลื่่่นวิทยุ (Radiofrequency) และระบบคลื่นไมโครเวฟ (Microwave)
ตัวอย่างเครื่องกำเนิดคลื่นวิทยุที่จะเปลี่ยนเป็นความร้อนที่ปลายเข็ม
ปัจจุบันเข็มความร้อนยังมีข้อจำกัดในการแผ่รัศมีความร้อนรอบเข็มได้ไม่เกิน 2.5 ซม. นั่นคือ การทำลายก้อนมะเร็งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 ซม. ต่อการสอดเข็มหนึ่งทิศทาง ดังนั้นหากก้อนเนื้องอกที่ขนาดใหญ่กว่า 3 ซม.ขึ้นไป มักจะต้องเปลี่ยนทิศทางเข็มหลายๆแนวและทำลายก้อนหลายรอบในการรักษาครั้งนั้น
แผนภาพแสดงหลักการทำลายมะเร็งด้วยเข็มความร้อน
วิธีนี้ยังไม่ถือว่า เป็นการรักษาให้หายขาด เป็นเพียงแค่การควบคุมมะเร็งเฉพาะที่ให้เล็กลง ดังนั้นหากโรคที่ผู้ป่วยนั้นสามารถผ่าตัดปอดได้ ควรรักษาด้วยการผ่าตัดก่อนจะเลือกวิธีเข็มความร้อน
การใช้เข็มความร้อนจึงมีที่ใช้ในกรณี

  • ก้อนมะเร็งเล็กสามารถรักษาโดยการผ่าตัดจะดีกว่า แต่แพทย์ประเมินสภาพร่างกายผู้ป่วยแล้วไม่สามารถทนรับการผ่าตัดได้
  • ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่หรืออยู่ในตำแหน่งที่ไ่ม่สามารถผ่าตัดออกได้หมดเนื้องจากติดกับอวัยวะสำคัญอื่น เช่น หลอดลม หลอดเลือดใหญ่ ผนังช่องอก

การเตรียมตัว

  • แจ้งแพทย์ให้ทราบว่า ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยาหรือภูมิแพ้ใดๆบ้าง รวมทั้งโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการให้ยาระงับความรู้สึกตัว
  • แพทย์อาจเน้นให้ผู้ป่วยจำกัดยาหรืออาหารบางอย่างก่อนวันตรวจและตรวจเลือด
  • แพทย์อาจให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหารตามระยะเวลาที่ระบุก่อนวันรักษา
  • จะต้องเตรียมบุคคลที่จะเป็นผู้นำผู้ป่วยกลับบ้านหลังการรักษา

ขณะที่รักษาเป็นอย่างไร?

  • แพทย์จะจัดให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงตรวจที่มีการวัดความดันโลหิต ชีพจร
  • พยาบาลจะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ สำหรับเป็นช่องทางให้ยาระงับความรู้สึก
  • แพทย์จะสแกนทรวงอกผู้ป่วยด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อระบุตำแหน่งก้อนมะเร็ง
  • แพทย์จะทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะสอดเข็มเข้าช่องอก
  • จะฉีดยาชาบริเวณทีจะสอดเข็ม
  • โดยการนำวิถีด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แพทย์จะสอดเข็มเข้าไปผ่านทางผิวหนังและปรับทิศทางและความลึกเป็นระยะจนกระทั่งตำแหน่งปลายเข็มอยู่ในก้อนมะเร็ง
    ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แสดงปลายเข็มอยู่ในตำแหน่งก้อนมะเร็งพอดี
  • การปล่อยความร้อนแต่ละรอบ จะใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 30 นาที หากแพทย์เห็นว่ายังให้ความร้อนไม่ทั่วก้อน อาจพิจารณาหรับตำแหน่งเข็มและปล่อยความร้อนในรอบต่อไปตามแต่ละกรณี
  • กรณีเสร็จจากการให้ความร้อน แพทย์ถอนเข็มออกและปิดพลาสเตอร์คลุมแผลเพื่อป้องกันการเสียเลือด

การพักฟื้น

  • หลังการสอดเข็มความร้อน ผู้ป่วยอยู่ในห้องสังเกตอาการ จะได้รับการวัดความดันโลหิตและชีพจรเป็นระยะๆ และถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อตรวจสอบว่ามีภาวะปอดแฟบจากลมรั่วคั่งในช่องอกหรือไม่ หากพบภาวะนี้ แพทย์อาจพิจารณาใส่ท่อระบายลมรั่วในช่องอกให้ผู้ป่วย
  • ต่อมาเมื่อแน่ใจว่าชีพจรและความดันโลหิตปกติและไม่พบภาวะปอดแฟบแล้ว แพทย์จึงอนุญาตให้ย้ายผู้ป่วยไปยังหอพักผู้ป่วยปกติได้ 
  • โดยปกติระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตปกติได้ภายในไม่กี่วันหลังการรักษา
  • ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดบริเวณที่สอดเข็ม หรืออาจจะมีไข้ต่ำๆได้

ผลการรักษา
หลังจากการให้ความร้อนบริเวณเนื้องอกจะกลายเป็นเนื้อตายบริเวณกว้างกว่าขนาดเนื้องอกเดิม (เราต้องทำลายบริเวณปกติเหลือออกไปจากเนื้องอกเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าความร้อนแผ่คลุมเนื้องอกได้ทั้งหมด
ในเวลาต่อมาบริเวณเนื้อตายก็จะฝ่อหายไปเหลือแต่เพียงแผลเป็นเล็กๆ
ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แสดงเนื้องอกในระยะเวลาต่างๆ บนซ้าย (PRE) แสดงเนื้องอกก่อนรักษา บนขวา (POST) แสดงบริเวณให้ความร้อนหลังให้การรักษาใหม่ๆ จะเห็นบริเวณขาวๆกว้างใหญ่ขึ้นนี่คือบริเวณที่เนื้อเยื่อตายหลังจากถูกความร้อน ล่างซ้าย (3 Months) 3 เดือนหลังการรักษาจะเห็นบริเวณเนื้อตายหดเล็กลง เริ่มถูกแทนที่ด้วยแผลเป็น ล่างขวา (1 Year) 1 ปีหลังการรักษา เหลือเพียงขีดแผลเป็นหรือพังผืดเล็กๆ การที่รอยโรคหดเล็กลงเป็นเครื่องยืนยันว่ามะเร็งได้ถูกทำลายหมดแล้ว
นี่เป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาเฉพาะที่เพื่อลดขนาดของมะเร็งในปอด
ก่อนจะให้การรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีรักษา เพื่อให้ประสิทธิภาพการให้ยาหรือรังสีรักษาดีขึ้นและเป็นการบรรเทาอาการของผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง

กลับสู่ หน้า "สารบัญบทความ"

น้ำในช่องท้อง

โดยปกติช่องว่างในท้องของคนเรามีน้ำอยู่เพียงเล็กน้อย (แค่ฉาบอยู่รอบๆอวัยวะภายในช่องท้องเท่านั้น เราจึงมองไม่เห็นน้ำจากการตรวจด้วยเครื่องมือภาพ ไม่ว่าจะเป็นอัลตร้าซาวดน์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เอ็ม อาร์ ไอ
ภาพแสดงช่องว่างภายในท้องบรรจุอวัยวะภายในอยู่จะไม่เห็นน้ำรอบๆอวัยวะเนื่องจากน้ำน้อยมากๆ

แต่เมื่อเกิดความผิดปกติจนมีน้ำในช่องท้องมากขึ้น (ด้วยหลายสาเหตุมากมาย) ก็ถึงคราวที่จะหาสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของน้ำในช่องท้อง
รูปช่องท้อง สีฟ้าแสดงถึงปริมาณน้ำในช่องท้องที่่เกินภาวะปกติ

หากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางภาพถ่ายร่างกาย ก็เพียงพอที่แพทย์จะสรุปสาเหตุของน้ำในช่องท้องแล้ว การเจาะเอาน้ำมาตรวจก็ไม่มีความจำเป็น 

การเจาะน้ำในท้องจึงมีข้อบ่งชี้เฉพาะสองประการเท่านั้นคือ

1. เพื่อนำน้ำในช่องท้องมาวิเคราะห์ หาสาเหตุความเจ็บป่วย

2. เพื่อระบายน้ำที่มีปริมาณมากออก ช่วยลดความอึดอัดแน่นท้องให้ผู้ป่วยกรณีที่ทราบโรคแล้ว

สมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องอัลตร้าซาวดน์ช่วยนำร่องการเจาะดูดน้ำออกจากช่องท้อง แพทย์จะใช้ความคุ้นเคยของตำแหน่งของน้ำที่มักจะเจาะได้อย่างปลอดภัย ซึ่งมักจะเป็นตำแหน่งข้างๆลำตัว โดยฉีดยาชา แล้วค่อยๆสอดเข็มเล็กๆที่ต่อกับกระบอกฉีดยา สอดผ่านผิวหนังเข้าไปที่ละน้อยพลางก็ออกแรงดูดไปด้วย พอปลายเข็มเข้าถึงระดับน้ำในท้องแล้วก็หยุดดันเข็ม พยายามคาเข็มให้อยู่นิ่งไม่เลื่อนตำแหน่งและดูดน้ำออก ในปริมาณที่้ต้องการ วิธีดั้งเดิมนี้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเจาะโดนอวัยวะในช่องท้องมากเท่าไร แต่ว่ากรณีที่ปริมาณน้ำน้อยๆ ก็จะมีความเสี่ยงที่เข็มจะเจาะโดนอวัยวะภายในได้ง่าย


สมัยก่อนไม่มีอุปกรณืภาพนำร่อง ตำแหน่งกากบาทคือตำแหน่งทีมักเจาะน้ำในช่องท้อง
แพทย์จะใช้การเคาะฟังเสียงโปร่งทีบพิจารณาว่ามีน้ำอยู่ภายใต้ผนังช่องท้องลงไปหรือไม่แล้วจึงลงมือเจาะ
หลังจากนั้นแพทย์จะสอดเข็มที่ต่อกับหลอดฉีดยาเพื่อค่อยๆสอดลงไปพลางก็ดูดหลอดฉีดยาเพื่อดูว่าถึงระดับน้ำหรือยัง

แต่ในปัจจุบัน มีเครื่องมือนำวิถีคือ อัลตร้าซาวดน์ โดยเมื่อแพทย์วางหัวตรวจอัลตร้าซาวดน์ลงสัมผัสผิวหนังหน้าท้องผู้ป่วยบริเวณใด จอแสดงผลก็จะแสดงให้เห็นภาพของส่วนที่อยู่ลึกลงไปว่าเป็นอวัยวะใด และยังสามารถเห็นเข็มที่สอดเข้าไปได้อีกด้วย จึงทำให้การสอดเข็มเข้าช่องท้อง ไม่ผิดพลาด ไม่เกิดการแทงโดนอวัยวะภายในอย่างแน่นอน วิธีนี้แม้มีน้ำปริมาณน้อยๆ ก็สามารถเจาะได้โดยปลอดภัย

การสอดเข็มเข้าไปในช่องท้องเพื่อเจาะดูดน้ำผ่านกการนำวิถีด้วยอัลตร้าซาวดน์ทำให้แพทย์มองเป็นทิศทางและตำแหน่งของเข็มอย่างทันที (realtime) ทำให้มั่นใจได้มากขึ้น
เมื่อดูภาพบนจอแสดงผลของเครื่องอัลตร้าซาวนด์แพทย์จะเห็นเข็ม (ลูกศรชี้ที่เข็ม) ผ่านจากผิวหนังเข้ามาอยู่ในช่องท้องที่มีน้ำ (สีดำสนิท) และเข็มไม่ได้แทงโดนลำไส้ จึงมันใจได้ว่าไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน

จะเห็นว่าเครื่องมือภาพและอุปกรณ์เจาะในปัจจุบันได้ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยปลอดภัยและสะดวกมากขึ้นจริงๆครับ


ดูบทความอื่นๆ กลับไปยังหน้า สารบัญบทความ

อย่าลืม กด like หน้าเพจ หมอรัฐวัชร์ในเฟสบุ๊คนะครับ ขอบคุณครับ

การใช้อัลตร้าซาวนด์นำวิถีช่วยการดูดน้ำจากช่องอก

ลองทายดูสิครับว่า ตัว "B" ในภาพดังต่อไปนี้เป็นส่วนของอะไร
รูปที่ 1 แสดงช่องในทรวงอก A = ปอดกลีบขวาที่หดเล็กลงเนื่องจากน้ำในช่องอกมากขึ้นผิดปกติ B = น้ำในช่องอกมากขึ้น C = น้ำในช่องอกระดับปกติเห็นเป็นแค่ฟิล์มบางๆเคลือบรอบๆปอด D = ปอดกลีบซ้ายที่ขยายตัวเต็มที่ตามปกติ

ถูกต้องแล้วครับ ส่วนที่ชี้ว่า "B" นั้นคือ น้ำในช่องอก (Pleural effusion อ่านว่า พลู-รัล-เอฟ-ฟิว-ชั่น) นั่นเอง

แต่ทำไมข้างขวาถึงมีน้ำในช่องอก เยอะกว่าข้างซ้ายละ? (ดูรูปที่ 1 ประกอบ)
โดยปกติน้ำเวลาปอดขยายเต็มที่ (ลูกศรชี้ตำแหน่ง D) ช่องอกซึ่งบรรจุปอดอยู่จะแคบมีน้ำฉาบอยู่น้อยมากเพียงแค่นี้เอง(ลูกศรชี้ตำแหน่ง C)
แต่เมื่อเกิดความผิดปกติที่ทำให้มีน้ำในช่องอกมากขึ้น (ลูกศรชี้ตำแหน่ง B) จะดันให้ปอดเล็กลง (A) 

ความผิดปกติอะไรบ้างละ ที่ทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้นในช่องอก?
สาเหตุมีมากมาย ตั้งแต่ภาะหัวใจล้มเหลว โรคไตเสื่อมการทำงาน โรคตับวาย การอักเสบของปอด หรือเยื่อหุ้มปอด มะเร็งต่างๆ เป็นต้น

มีอาการอะบ้างที่เตือนว่าจะมีน้ำในช่องอกเพิ่มขึ้น?
อาการมีได้หลากหลายตั้งแต่ไม่มีอาการจนกระทั่งเจ็บหน้าอก หายใจอีดอัด เหนื่อย ดังนั้นการวินิจฉัยด้วยอาการอย่างเดียวจะไม่แน่นอน

วิธีพิสูจน์อะไรยืนยันว่ามีน้ำในช่องอก?
แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายและส่งตรวจเอกซเรย์ทรวงอกเป็นอันดับแรก ในกรณีที่ยังไม่แน่ชัดจะส่งตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นความถี่สูง (อัลตร้าซาวดน์ [Ultrasound])

เมื่อพบน้ำในช่องอกมีวิธีดูแลอย่างไร?
แพทย์ที่ดูแลคุณจะเป็นผู้บอกกับคุณเองว่า เมื่อไรถึงจำเป็นต้องเอาน้ำในช่องอกออกมา
จุดประสงค์หลักๆของการดูดเอาน้ำออกจากช่องอก หลักๆ ก็คือ 

  1. เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมในการวิเคราะห์โรค
  2. เพื่อระบายน้ำออกมากที่สุดช่วยลดอาการเหนื่อยของผู้ป่วย
  3. ทั้งสองอย่าง
แผนภาพแสดงหลักการระบายน้ำออกจากช่องอก A = เข็มที่สอดเข้าช่องอก B = ท่อยางยาวๆ ที่เชื่อมระหว่างเข็มกับภาชนะบรรจุน้ำในช่องอก C = ภาชนะรองรับน้ำในช่องอก

การเจาะดูดน้ำในช่องอกทำอย่างไรบ้าง?
วิธีการเจาะเอาน้ำออกจากช่องอกแบบดั้งเดิม ทำได้โดยผู้ป่วยนั่ง แพทย์อยู่ด้านหลังผู้ป่วย อาศัยประสบการณ์ของแพทย์จากการตรวจเคาะตามร่องซี่โครงว่าจุดไหนเสียงทีบก็น่าจะยังเป็นตำแหน่งที่เป็นน้ำ ระดับไหนที่เสียงเริ่มโปร่ง ก็จะเป็นปอดที่ขยายได้อยู่ ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง
แผนภาพแสดงการเคาะทดสอบเสียงตามร่องซี่โครงระดับต่างๆเพื่อหาตำแหน่งระดับน้ำในช่องอกเพื่อระบุจุดที่จะสอดเข็มได้เหมาะสม

ถ้าผู้ป่วยหนัก ลุกนั่งไม่ไหว และปริมาณน้ำในช่องอกน้อยๆละ ทำอย่างไรกัน?

โชคดีที่ปัจจุบัน เรามีเครื่องอัลตร้าซาวนด์ (เครื่องตรวจหาตำแหน่งของอวัยวะด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง)
พอวางหัวตรวจตรงตำแหน่งใด ภาพแสดงชั้นต่างๆของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็แสดงบนจอแสดงผลตามระดับความลึกเลย (คล้ายกับแสดงภาพชั้นของพื้นดินที่อยู่ลึกลงไปตรงตำแหน่งที่คุณยืน ประมาณนั้นแหละ)
ภาพแสดงการวางหัวตรวจอัลตร้าซาวนด์ลงบนผิวหนังส่วนอก แพทย์จะเห็นภาพเนื้อเยื้อส่วนที่ลึกจากชั้นผิวหนังลงไปเป็นระยะทางที่กำหนดไว้ แสดงผลบนจอมอนิเตอร์ของเครื่องอัลตร้าซาวนด์

เมื่อเราแตะหัวตรวจอัลตร้าซาวดน์บนผิวหนังทรวงอกของผู้ป่วย แพทย์ก็จะเห็นว่าลึกลงไปตรงนั้นเป็น น้ำในช่องอก หรือเป็นเนื้อปอดที่ไม่มีน้ำอยู่
ภาพจากจอแสดงผลของเครื่องอัลตร้าซาวนด์แสดงให้เห็นน้ำในช่องอกด้านขวา (E) 

หากลึกลงไปตรงนั้นเป็นบริเวณที่เหมาะสมจะสอดเข็มเข้าไปดูดน้ำออกมาได้ แพทย์จะแต้มน้ำหมึกที่ลบออกยากทำเครื่องหมายบนผิวหนังและ เตรียมตัวสอดเข็มเข้าตำแหน่งนั้น

แต่ถ้าจะให้แน่นอนกว่านั้นยิ่งขึ้น ก็วางหัวตรวจอัลตร้าซาวดน์สัมผัสผิวหนังส่วนนั้นไว้ด้วยมือของแพทย์ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ค่อยๆสอดเข็มเข้าไป ผ่านการมองเห็นบนจอแสดงผล แพทย์จะได้เห็นเข็มค่อยๆเดินทางลึกลงไปๆ ถึงชั้นของน้ำในช่องอกได้อย่างทันตาเห็น (real time อ่านว่า เรียล ไทม์)
ภาพแสดงการสอดเข็มพร้อมกับอัลตร้าซาวนด์ตรงจุดที่ต้องการเพื่อให้เห็นทางเดินของเข็มเข้าไปยังเป้าหายตลอดเวลา
ภาพบนจอแสดงผลอัลตร้าซาวนด์ แสดงให้เห็นเข็ม (ลูกศรสีฟ้า) ผ่านจากด้านขวา ปลายไปอยู่ทางซ้ายเข้าไปอยู่ในช่องอกด้านขวาที่มีน้ำอยู่



การมีเครื่องมือช่วยให้เห็นภาพร่างกายแบบ real time นี่เองทำให้พลิกโฉมเทคนิคในการเจาะดูดน้ำในช่องอกให้ทำได้ง่าย ปลอดภัย มากขึ้นจริงๆครับ

การเตรียมตัวรับการเจาะ ทำอย่างไร?
โดยทั่วไปไม่ต้องเตรียมตัวพิเศษแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือน้ำเพื่อการเจาะนี้ 
แพทย์จะตรวจสอบว่า ผู้ป่วยมีโรคที่เสียเลือดง่าย เลือดหยุดช้าหรือไม่ หรือรับประทานยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้าหรือไม่ ถ้าเกรงว่าไม่ปลอดภัยแพทย์จะระงับการเจาะไว้ก่อน แก้ไขภาวะเลือดหยุดช้าให้ได้ก่อนจะเจาะในภายหลัง

ระหว่างเจาะเป็นอย่างไรบ้าง?
โดยทั่วไปมีขั้นตอนพอสังเขปดังนี้

  • หาตำแหน่งสอดเข็มที่เหมาะสม
  • ทำความสะอาดผิว
  • ฉีดยาชาเพื่อลดอาการเจ็บ
  • สอดเข็มเข้าในน้ำช่องอก
  • ดูดหรือต่อสายระบายน้ำออกจากร่างกายลงภาชนะบรรจุ
  • ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์สะอาด


หลังการเจาะต้องดูแลตนเองอย่างไร?
หลังการเจาะแพทย์จะทำเอกซเรย์ทรวงอกให้เพื่อ
ตรวจสอบแน่ใจว่าไม่ภาวะลมรั่วคั่งในช่องอก
เปรียบเทียบระดับน้ำในช่องอกกับภาพก่อนการเจาะ
ภาพเปรียบเทียบเอกซเรย์ทรวงอก ก่อน (ซ้าย) และหลัง (ขวา) การเจาะน้ำออกจากช่องอกด้านขวา 1 ลิตร คุณจะสังเกต น้ำ(สีทีบขาว) หลังการเจาะน้อยกว่าก่อนเจาะ

แผลที่เกิดจากรูเข็มและปิดพลาสเตอร์ไว้จะปิดสนิทภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปิดพลาสเตอร์คลุมแต่อย่างใด
ผู้ป่วยน้อยรายมากที่ระดับการปวดถึงขั้นต้องรับประทานยาบรรเทาปวด

สรุป
ภาวะน้ำในช่องอกเพิ่มขึ้นผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องเจาะทุกราย หากทราบสาเหตุอยู่ก่อนแล้วและผู้ป่วยไม่ได้มีอาการเหนื่อยจากปอดหดแฟบลง แต่หากจำเป็นต้องเจาะไปเพื่อหาสาเหตุหรือต้องระบายเพื่อลดอาการผู้ป่วยสามารถทำได้อย่างปลอดภัยด้วย เทคนิคการนำร่องด้วยอัลตร้าซาวดน์

กลับสู่หน้า สารบัญบทความ

ซิสต์ในไต (Kidney cyst)

ซิสต์ (Cyst) หรือ ถุงน้ำ ในไตมีลักษณะถุงบางๆคล้ายลูกโป่งบรรจุของเหลวสีเหลืองใสเกิดอยู่ภายในไต

สาเหตุ:
ไม่ทราบสาเหตุ
อาการ: 
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ เพราะส่วนใหญ่มีขนาดเล็กถูกตรวจพบเจอโดยบังเอิญจากการตรวจทางภาพถ่ายร่างกายด้วยอัลตร้าซาวดน์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเอ็มอาร์ไอ

ส่วนน้อยที่จะปวดหลัง
หรือบางคนซิสต์ไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น ทำให้ท่อไตอุดตัน
การรักษา: 
หากไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องรักษา
กรณีมีอาการปวดหลัง หรือซิสต์กดเบียดอวัยวะข้างเคียงและมีผลกระทบต่อการทำงานผิดปกติ จำเป็นต้องรักษา โดยทั่วไปกว่าจะมีอาการเหล่านี้ ซิสต์มักจะต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร (สักประมาณ 8 ซม ขึ้นไป)
วิธีรักษาปัจจุบัน
การทำลายซิสต์ด้วยแอลกอฮอล์ 95%
 1. หาตำแหน่งที่จะสอดท่อระบายผ่านผิวหนังเข้าไปถึงซิสต์
ภาพอัลตร้าซาวนด์แสดงซิสต์สองอัน(วงรีสีดำ)อยู่ในไตข้างขวา
2. สอดท่อระบาย
ภาพท่อระบายที่ออกแบบให้มีแกนในเป็นเข็มปลายแหลมสามารถสอดผ่านผิวหนังเข้าไปถึงซิสต์ในไตได้

สอดท่อระบายเข้าไปในซิสต์อย่างแม่นยำด้วยการนำร่องจากอัลตร้าซาวนด์
 3. ตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสามารถฉีดแอลกอฮอล์ได้
ฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในซิสต์และสังเกตผ่านเครื่องวิดีโอเอกซเรย์ กรณีนี้สารทีบรังสีไม่ไหลไปติดต่อกับท่อไตบ่งชี้ว่าสามารถใส่แอลกอฮอล์รักษาได้
 4. ฉีดแอลกอฮอล์ผ่านท่อระบายเข้าไปในซิสต์ รอสักครู่แล้วระบายแอลกอฮอล์ออก
คาท่อระบายไว้ 1 วัน
 หลังการรักษาซิสต์จะยุบเล็กลง

ภาพอัลตร้าซาวดน์แสดงไตขวาไม่มีซิสต์อีกต่อไป

ผลสำเร็จมากกว่า 90%
หนึ่งปีกว่าผู้ป่วยมาตรวจติดตามขนาดซิสต์อีกครั้ง
ภาพอัลตร้าซาวนด์หนึ่งปีกว่าๆผ่านไป ไตขวารูปร่างปกติ ไม่เห็นซิสต์อีกเลย


กลับ หน้า สารบัญบทความ


Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage
 

ฝีในตับ: ระบายหนองโดยเครื่องนำวิถึ

ฝีในตับเป็นการติดเชื้อและมีโพรงหนองอยู่ในตับ มีอัตราตายได้ถึง 19% ในประเทศกำลังพัฒนา
ภาพฝีในตับ(สีแดง)

ในอดีตจำเป็นต้องผ่าตัดแผลใหญ่เพื่อระบายหนอง ซึ่งทำให้เจ็บปวดหลังผ่าตัดมากและผู้ป่วยฟื้นตัวช้า
แผลผ่าตัดขนาดใหญ่เพื่อระบายหนองจากตับ

ปัจจุบันการระบายหนองทำได้โดยการสอดท่อระบายผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในฝีได้โดยตรง เนื่องจาก

1.การออกแบบอุปกรณ์สอดท่อระบายหนองดีขึ้น

ตัวอย่างท่อระบายหนองที่ออกแบบกระทัดรัดแต่ประสิทธิภาพสูง มีแกนเข็มอยู่ด้านในสามารถสอดเข้าไปในฝีได้ภายในครั้งเดียว

2. พัฒนาการทางเครื่องมือนำร่องที่ดีขึ้น

ใช้เครื่องอัลตร้าซาวดน์นำร่องเพื่อสอดสายระบายเข้าไปในฝีอย่างแม่นยำ


แผลเล็ก ปวดน้อยลง ไม่ต้องใช้ยาสลบ

3. ยาทำลายเชื้อโรคที่พัฒนาดีขึ้้น

ด้วยสาเหตุดังกล่าว ช่วยให้ 
ผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดีขึ้น เจ็บน้อยกว่าผ่าตัด หายเร็วขึ้น ระยะเวลานอนรักษาตัวน้อยลง กลับไปทำงานได้เร็วขึ้น

คุณสามารถถามเพิ่มเติมได้ทั้งทาง comment ด้านล่างและเฟสบุ๊คเพจ 

กลับ หน้า สารบัญบทความ


Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage