การใช้อัลตร้าซาวนด์นำวิถีช่วยการดูดน้ำจากช่องอก

ลองทายดูสิครับว่า ตัว "B" ในภาพดังต่อไปนี้เป็นส่วนของอะไร
รูปที่ 1 แสดงช่องในทรวงอก A = ปอดกลีบขวาที่หดเล็กลงเนื่องจากน้ำในช่องอกมากขึ้นผิดปกติ B = น้ำในช่องอกมากขึ้น C = น้ำในช่องอกระดับปกติเห็นเป็นแค่ฟิล์มบางๆเคลือบรอบๆปอด D = ปอดกลีบซ้ายที่ขยายตัวเต็มที่ตามปกติ

ถูกต้องแล้วครับ ส่วนที่ชี้ว่า "B" นั้นคือ น้ำในช่องอก (Pleural effusion อ่านว่า พลู-รัล-เอฟ-ฟิว-ชั่น) นั่นเอง

แต่ทำไมข้างขวาถึงมีน้ำในช่องอก เยอะกว่าข้างซ้ายละ? (ดูรูปที่ 1 ประกอบ)
โดยปกติน้ำเวลาปอดขยายเต็มที่ (ลูกศรชี้ตำแหน่ง D) ช่องอกซึ่งบรรจุปอดอยู่จะแคบมีน้ำฉาบอยู่น้อยมากเพียงแค่นี้เอง(ลูกศรชี้ตำแหน่ง C)
แต่เมื่อเกิดความผิดปกติที่ทำให้มีน้ำในช่องอกมากขึ้น (ลูกศรชี้ตำแหน่ง B) จะดันให้ปอดเล็กลง (A) 

ความผิดปกติอะไรบ้างละ ที่ทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้นในช่องอก?
สาเหตุมีมากมาย ตั้งแต่ภาะหัวใจล้มเหลว โรคไตเสื่อมการทำงาน โรคตับวาย การอักเสบของปอด หรือเยื่อหุ้มปอด มะเร็งต่างๆ เป็นต้น

มีอาการอะบ้างที่เตือนว่าจะมีน้ำในช่องอกเพิ่มขึ้น?
อาการมีได้หลากหลายตั้งแต่ไม่มีอาการจนกระทั่งเจ็บหน้าอก หายใจอีดอัด เหนื่อย ดังนั้นการวินิจฉัยด้วยอาการอย่างเดียวจะไม่แน่นอน

วิธีพิสูจน์อะไรยืนยันว่ามีน้ำในช่องอก?
แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายและส่งตรวจเอกซเรย์ทรวงอกเป็นอันดับแรก ในกรณีที่ยังไม่แน่ชัดจะส่งตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นความถี่สูง (อัลตร้าซาวดน์ [Ultrasound])

เมื่อพบน้ำในช่องอกมีวิธีดูแลอย่างไร?
แพทย์ที่ดูแลคุณจะเป็นผู้บอกกับคุณเองว่า เมื่อไรถึงจำเป็นต้องเอาน้ำในช่องอกออกมา
จุดประสงค์หลักๆของการดูดเอาน้ำออกจากช่องอก หลักๆ ก็คือ 

  1. เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมในการวิเคราะห์โรค
  2. เพื่อระบายน้ำออกมากที่สุดช่วยลดอาการเหนื่อยของผู้ป่วย
  3. ทั้งสองอย่าง
แผนภาพแสดงหลักการระบายน้ำออกจากช่องอก A = เข็มที่สอดเข้าช่องอก B = ท่อยางยาวๆ ที่เชื่อมระหว่างเข็มกับภาชนะบรรจุน้ำในช่องอก C = ภาชนะรองรับน้ำในช่องอก

การเจาะดูดน้ำในช่องอกทำอย่างไรบ้าง?
วิธีการเจาะเอาน้ำออกจากช่องอกแบบดั้งเดิม ทำได้โดยผู้ป่วยนั่ง แพทย์อยู่ด้านหลังผู้ป่วย อาศัยประสบการณ์ของแพทย์จากการตรวจเคาะตามร่องซี่โครงว่าจุดไหนเสียงทีบก็น่าจะยังเป็นตำแหน่งที่เป็นน้ำ ระดับไหนที่เสียงเริ่มโปร่ง ก็จะเป็นปอดที่ขยายได้อยู่ ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง
แผนภาพแสดงการเคาะทดสอบเสียงตามร่องซี่โครงระดับต่างๆเพื่อหาตำแหน่งระดับน้ำในช่องอกเพื่อระบุจุดที่จะสอดเข็มได้เหมาะสม

ถ้าผู้ป่วยหนัก ลุกนั่งไม่ไหว และปริมาณน้ำในช่องอกน้อยๆละ ทำอย่างไรกัน?

โชคดีที่ปัจจุบัน เรามีเครื่องอัลตร้าซาวนด์ (เครื่องตรวจหาตำแหน่งของอวัยวะด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง)
พอวางหัวตรวจตรงตำแหน่งใด ภาพแสดงชั้นต่างๆของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็แสดงบนจอแสดงผลตามระดับความลึกเลย (คล้ายกับแสดงภาพชั้นของพื้นดินที่อยู่ลึกลงไปตรงตำแหน่งที่คุณยืน ประมาณนั้นแหละ)
ภาพแสดงการวางหัวตรวจอัลตร้าซาวนด์ลงบนผิวหนังส่วนอก แพทย์จะเห็นภาพเนื้อเยื้อส่วนที่ลึกจากชั้นผิวหนังลงไปเป็นระยะทางที่กำหนดไว้ แสดงผลบนจอมอนิเตอร์ของเครื่องอัลตร้าซาวนด์

เมื่อเราแตะหัวตรวจอัลตร้าซาวดน์บนผิวหนังทรวงอกของผู้ป่วย แพทย์ก็จะเห็นว่าลึกลงไปตรงนั้นเป็น น้ำในช่องอก หรือเป็นเนื้อปอดที่ไม่มีน้ำอยู่
ภาพจากจอแสดงผลของเครื่องอัลตร้าซาวนด์แสดงให้เห็นน้ำในช่องอกด้านขวา (E) 

หากลึกลงไปตรงนั้นเป็นบริเวณที่เหมาะสมจะสอดเข็มเข้าไปดูดน้ำออกมาได้ แพทย์จะแต้มน้ำหมึกที่ลบออกยากทำเครื่องหมายบนผิวหนังและ เตรียมตัวสอดเข็มเข้าตำแหน่งนั้น

แต่ถ้าจะให้แน่นอนกว่านั้นยิ่งขึ้น ก็วางหัวตรวจอัลตร้าซาวดน์สัมผัสผิวหนังส่วนนั้นไว้ด้วยมือของแพทย์ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ค่อยๆสอดเข็มเข้าไป ผ่านการมองเห็นบนจอแสดงผล แพทย์จะได้เห็นเข็มค่อยๆเดินทางลึกลงไปๆ ถึงชั้นของน้ำในช่องอกได้อย่างทันตาเห็น (real time อ่านว่า เรียล ไทม์)
ภาพแสดงการสอดเข็มพร้อมกับอัลตร้าซาวนด์ตรงจุดที่ต้องการเพื่อให้เห็นทางเดินของเข็มเข้าไปยังเป้าหายตลอดเวลา
ภาพบนจอแสดงผลอัลตร้าซาวนด์ แสดงให้เห็นเข็ม (ลูกศรสีฟ้า) ผ่านจากด้านขวา ปลายไปอยู่ทางซ้ายเข้าไปอยู่ในช่องอกด้านขวาที่มีน้ำอยู่



การมีเครื่องมือช่วยให้เห็นภาพร่างกายแบบ real time นี่เองทำให้พลิกโฉมเทคนิคในการเจาะดูดน้ำในช่องอกให้ทำได้ง่าย ปลอดภัย มากขึ้นจริงๆครับ

การเตรียมตัวรับการเจาะ ทำอย่างไร?
โดยทั่วไปไม่ต้องเตรียมตัวพิเศษแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือน้ำเพื่อการเจาะนี้ 
แพทย์จะตรวจสอบว่า ผู้ป่วยมีโรคที่เสียเลือดง่าย เลือดหยุดช้าหรือไม่ หรือรับประทานยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้าหรือไม่ ถ้าเกรงว่าไม่ปลอดภัยแพทย์จะระงับการเจาะไว้ก่อน แก้ไขภาวะเลือดหยุดช้าให้ได้ก่อนจะเจาะในภายหลัง

ระหว่างเจาะเป็นอย่างไรบ้าง?
โดยทั่วไปมีขั้นตอนพอสังเขปดังนี้

  • หาตำแหน่งสอดเข็มที่เหมาะสม
  • ทำความสะอาดผิว
  • ฉีดยาชาเพื่อลดอาการเจ็บ
  • สอดเข็มเข้าในน้ำช่องอก
  • ดูดหรือต่อสายระบายน้ำออกจากร่างกายลงภาชนะบรรจุ
  • ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์สะอาด


หลังการเจาะต้องดูแลตนเองอย่างไร?
หลังการเจาะแพทย์จะทำเอกซเรย์ทรวงอกให้เพื่อ
ตรวจสอบแน่ใจว่าไม่ภาวะลมรั่วคั่งในช่องอก
เปรียบเทียบระดับน้ำในช่องอกกับภาพก่อนการเจาะ
ภาพเปรียบเทียบเอกซเรย์ทรวงอก ก่อน (ซ้าย) และหลัง (ขวา) การเจาะน้ำออกจากช่องอกด้านขวา 1 ลิตร คุณจะสังเกต น้ำ(สีทีบขาว) หลังการเจาะน้อยกว่าก่อนเจาะ

แผลที่เกิดจากรูเข็มและปิดพลาสเตอร์ไว้จะปิดสนิทภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปิดพลาสเตอร์คลุมแต่อย่างใด
ผู้ป่วยน้อยรายมากที่ระดับการปวดถึงขั้นต้องรับประทานยาบรรเทาปวด

สรุป
ภาวะน้ำในช่องอกเพิ่มขึ้นผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องเจาะทุกราย หากทราบสาเหตุอยู่ก่อนแล้วและผู้ป่วยไม่ได้มีอาการเหนื่อยจากปอดหดแฟบลง แต่หากจำเป็นต้องเจาะไปเพื่อหาสาเหตุหรือต้องระบายเพื่อลดอาการผู้ป่วยสามารถทำได้อย่างปลอดภัยด้วย เทคนิคการนำร่องด้วยอัลตร้าซาวดน์

กลับสู่หน้า สารบัญบทความ

ซิสต์ในไต (Kidney cyst)

ซิสต์ (Cyst) หรือ ถุงน้ำ ในไตมีลักษณะถุงบางๆคล้ายลูกโป่งบรรจุของเหลวสีเหลืองใสเกิดอยู่ภายในไต

สาเหตุ:
ไม่ทราบสาเหตุ
อาการ: 
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ เพราะส่วนใหญ่มีขนาดเล็กถูกตรวจพบเจอโดยบังเอิญจากการตรวจทางภาพถ่ายร่างกายด้วยอัลตร้าซาวดน์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเอ็มอาร์ไอ

ส่วนน้อยที่จะปวดหลัง
หรือบางคนซิสต์ไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น ทำให้ท่อไตอุดตัน
การรักษา: 
หากไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องรักษา
กรณีมีอาการปวดหลัง หรือซิสต์กดเบียดอวัยวะข้างเคียงและมีผลกระทบต่อการทำงานผิดปกติ จำเป็นต้องรักษา โดยทั่วไปกว่าจะมีอาการเหล่านี้ ซิสต์มักจะต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร (สักประมาณ 8 ซม ขึ้นไป)
วิธีรักษาปัจจุบัน
การทำลายซิสต์ด้วยแอลกอฮอล์ 95%
 1. หาตำแหน่งที่จะสอดท่อระบายผ่านผิวหนังเข้าไปถึงซิสต์
ภาพอัลตร้าซาวนด์แสดงซิสต์สองอัน(วงรีสีดำ)อยู่ในไตข้างขวา
2. สอดท่อระบาย
ภาพท่อระบายที่ออกแบบให้มีแกนในเป็นเข็มปลายแหลมสามารถสอดผ่านผิวหนังเข้าไปถึงซิสต์ในไตได้

สอดท่อระบายเข้าไปในซิสต์อย่างแม่นยำด้วยการนำร่องจากอัลตร้าซาวนด์
 3. ตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสามารถฉีดแอลกอฮอล์ได้
ฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในซิสต์และสังเกตผ่านเครื่องวิดีโอเอกซเรย์ กรณีนี้สารทีบรังสีไม่ไหลไปติดต่อกับท่อไตบ่งชี้ว่าสามารถใส่แอลกอฮอล์รักษาได้
 4. ฉีดแอลกอฮอล์ผ่านท่อระบายเข้าไปในซิสต์ รอสักครู่แล้วระบายแอลกอฮอล์ออก
คาท่อระบายไว้ 1 วัน
 หลังการรักษาซิสต์จะยุบเล็กลง

ภาพอัลตร้าซาวดน์แสดงไตขวาไม่มีซิสต์อีกต่อไป

ผลสำเร็จมากกว่า 90%
หนึ่งปีกว่าผู้ป่วยมาตรวจติดตามขนาดซิสต์อีกครั้ง
ภาพอัลตร้าซาวนด์หนึ่งปีกว่าๆผ่านไป ไตขวารูปร่างปกติ ไม่เห็นซิสต์อีกเลย


กลับ หน้า สารบัญบทความ


Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage
 

ฝีในตับ: ระบายหนองโดยเครื่องนำวิถึ

ฝีในตับเป็นการติดเชื้อและมีโพรงหนองอยู่ในตับ มีอัตราตายได้ถึง 19% ในประเทศกำลังพัฒนา
ภาพฝีในตับ(สีแดง)

ในอดีตจำเป็นต้องผ่าตัดแผลใหญ่เพื่อระบายหนอง ซึ่งทำให้เจ็บปวดหลังผ่าตัดมากและผู้ป่วยฟื้นตัวช้า
แผลผ่าตัดขนาดใหญ่เพื่อระบายหนองจากตับ

ปัจจุบันการระบายหนองทำได้โดยการสอดท่อระบายผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในฝีได้โดยตรง เนื่องจาก

1.การออกแบบอุปกรณ์สอดท่อระบายหนองดีขึ้น

ตัวอย่างท่อระบายหนองที่ออกแบบกระทัดรัดแต่ประสิทธิภาพสูง มีแกนเข็มอยู่ด้านในสามารถสอดเข้าไปในฝีได้ภายในครั้งเดียว

2. พัฒนาการทางเครื่องมือนำร่องที่ดีขึ้น

ใช้เครื่องอัลตร้าซาวดน์นำร่องเพื่อสอดสายระบายเข้าไปในฝีอย่างแม่นยำ


แผลเล็ก ปวดน้อยลง ไม่ต้องใช้ยาสลบ

3. ยาทำลายเชื้อโรคที่พัฒนาดีขึ้้น

ด้วยสาเหตุดังกล่าว ช่วยให้ 
ผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดีขึ้น เจ็บน้อยกว่าผ่าตัด หายเร็วขึ้น ระยะเวลานอนรักษาตัวน้อยลง กลับไปทำงานได้เร็วขึ้น

คุณสามารถถามเพิ่มเติมได้ทั้งทาง comment ด้านล่างและเฟสบุ๊คเพจ 

กลับ หน้า สารบัญบทความ


Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage

ระวัง!...ก้อนที่คอ

อาการคลำพบก้อนบริเวณคอ เป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องระวังในผู้ใหญ่ มีภาวะที่เป็นไปได้ในสามกลุ่มใหญ่คือ
  • ภาวะผิดปกติแต่กำเนิด
  • การอักเสบ
  • เนื้องอก (ทั้งเนื้อร้ายและที่ไม่ไช่เนื้อร้าย)
เพราะสิ่งที่น่าตกใจคือการเป็นเนื้อร้ายซึ่งอาจเกิดโดยตรงบริเวณคอหรือกระจายจากอวัยวะอื่นมายังต่อมน้ำเหลืองที่คอก็ได้
ทุกท่านจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ถ้าคลำพบก้อนหรือรู้สึกว่าเปรียบเทียบซ้ายขวาไม่เท่ากัน อย่าพยายามซื้อยารับประทานเอง
ให้รีบมาพบแพทย์

ก้อนนูนบริเวณด้านหน้าค่อนมาทางซ้ายของคอ


แนวทางการวินิจฉัยก้อนบริเวณคอ
มีดังต่อไปนี้
  • หลังจากแพทย์ซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว หากแพทย์สงสัยเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบจะลองให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียมารับประทานดูก่อน ครบสามสัปดาห์ หากอาการดีขึ้นก็ไม่ต้องตรวจเพิ่มเติมก้อนยุบลงก็ดีไป แต่หากอาการไม่ดีขึ้นจะต้องมาตรวจหาสาเหตุต่อไป
  • โดยทั่วไปถ้าก้อนไม่ยุบลงภายในสามสัปดาห์แพทย์ต้องตรวจต่อด้วยภาพ เช่น คลื่่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography), เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography), เครื่องตรวจทางภาพด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging) หากตรวจและวินิจฉัยด้วยภาพได้ก็เตรียมการรักษาต่อเลย แต่ถ้าตรวจทางภาพแล้วยังวินิจฉัยไม่ได้ก็จำเป็นต้องเจาะเก็บเนื้อเยื่อจากก้อนไปส่งตรวจ
  • กรณีที่เจาะเก็บเนื้อเยื่อไปตรวจให้ผลวินิจฉัยโรคได้แล้วก็รักษา แต่หากยังไม่แน่ชัดจำเป็นต้องผ่าตัดเอาก้อนออกมาทั้งก้อนหรือบางส่วนตรวจทางพยาธิวิทยา
การเจาะเก็บเซลล์หรือเนื้อเยื่อจากก้อนไปตรวจพิสูจน์ 

การเจาะเก็บเนื้อเยื่อจากก้อนที่คอส่งตรวจ
การเก็บเนื้อเยื่อจะต้องใช้เข็มใหญ่กว่าเข็มฉีดยา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 0.9-2.1 มิลลิเมตร และเป็นเข็มที่มีกลไกพิเศษในการเฉือนเนื้อเยื่อของก้อนให้ติดกับปลายเข็มออกมาภายนอกร่างกายได้ตัวอย่างภาพขั้นตอนการเจาะเก็บเนื้อเยื่อก้อนจากคอ
ผู้ป่วยรายนี้มีต่อมไธรอยด์กลีบขวาโต แพทย์ต้องการทราบภาวะผิดปกติในต่อมไธรอยด์ จึงส่งมาปรีกษาให้หมอเจาะชิ้นเนื้อ หลังจากหมอตรวจอัลตร้าซาวดน์แล้วพบว่าต่อมไธรอยด์โตทั่วๆเนื้อหยาบ
การเจาะเนื้อนี้เนื่องจากเป็นอวัยวะที่อยู่ตื้น จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆสามารถทำได้ทันที
ขั้นตอนแรก ทำความสะอาดผิวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
ต่อมาจะคลุมด้วยผ้าช่องปราศจากเชื้อและคลุมหัวตรวจอัลตร้าซาวนด์ด้วยถุงพลาสติกปลอดเชื้อ
ต่อมาแพทย์จะฉีดยาชาผ่านการนำทางด้วยภาพอัลตร้าซาวนด์
ฉีดยาชา


ทำรอยบากที่จุดฉีดยาชาด้วยใบมีดเป็นรอยกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร
สอดเข็มสำหรับตัดเก็บเนื้อเยื่อเข้าไปในต่อมไธรอยด์ผ่านการนำทางด้วยภาพบนจออัลตร้าซาวนด์
สอดเข็มตัดเนื่อเยื่อเข้าไปในต่อมไธรอยด์ สังเกตที่จอมอนิเตอร์ของเครื่องอัลตราซาวดน์เห็นเข็ม (เส้นตรงสีขาว) พุ่งเข้าไปต่อมไธรอยด์

นำเนื้อเยื่อออกจากเข็ม
เขี่ยเนื้อเยื่อออกจากเข็มใส่ลงในขวด

ใส่เนื้อเยื่อลงในขวดที่มีน้ำยาฟอร์มาลีนรักษาเนื้อเยื่อพร้อมส่งไปย้อมสีและตรวจด้วยกล้องขยายกำลังสูงต่อไป
เก็บรักษาเนื้อเยื่อไว้ในน้ำยาฟอร์มาลีนพร้อมส่งตรวจ

หลังการเจาะจะมีรอยบาดแผลเล็กขนาดแค่ 3-5 มิลลิเมตร ดังรูป
รูแผลจากการเจาะเก็บเนื่อเยื่อขนาดเล็ก 3-5 มิลลิเมตร

และปิดพลาสเตอร์ปิดแผลกันน้ำ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลยและอาบน้ำได้ หลังจากนั้นอีก 1 วันแผลจะสมานกันและไม่จำเป็นต้องปิดพลาสเตอร์อีก
ปิดพลาสเตอร์กันน้ำเพื่อผู้ป่วยจะอาบน้ำได้เลย

ภาพของเซลล์เนื้อเยื่อแสดงต่อมไธรอยด์อักเสบ

เป็นกระบวนการวินิจฉัยเนื้อเยื่อที่ปลอดภัย แผลเล็ก เจ็บน้อยมากจริงๆ ดังนั้นช่วยบอกต่อๆคนที่รู้จักเพื่อที่พวกเขาจะไม่ต้องกลัวการวินิจฉัยด้วยการเจาะเก็บเนื้อเยื่อและหนีไปรักษาด้วยหนทางที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัด

การดูดเก็บเซลล์จากก้อนไปตรวจ
การใช้เข็มดูดเซลล์เนื่อเยื่อไปตรวจ ใช้เข็มขนาดเล็ก เส้นผ่านศุนย์กลางระหว่าง 0.56-0.9 มิลลิเมตรต่อกับกระบอกฉีดยา ดูดเอาเซลล์เนื้อเยื่อจากก้อนมาส่งตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ ยิ่งมีแผลเล็กมากอีก โดยจะเป็นเป็นเพียงจุดหรือไม่สามารถสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้เลย

การจะตัดสินใจว่าจะใช้การดูดเซลล์เนื้อเยื่อไปตรวจหรือจะใช้การตัดเนื้อเยื่อขึ้นอยู่กับดุลย์พินิจของแพทย์ผู้ทำการเจาะเองครับ

จะเห็นว่าปัจจุบันมีเครื่องมือทันสมัยที่จะวินิจฉัยก้อนที่คอให้ทราบผลรวดเร็วและเจ็บตัวน้อย คุณจึงควรปฏิบัติตามแนวทางนี้ซึ่งจะช่วยลัดขั้นตอนการพิสูจน์โรคในตัวคุณ อย่าให้เสียโอกาสที่จะรักษาแต่เนิ่นๆนะครับ

กลับ หน้า สารบัญบทความ

Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage

ไตวาย: การเตรียมตัวก่อนการใช้เครื่องไตเทียม

ภาวะไตวายเรื้อรัง คือ อะไร?
คือภาวะไตเสื่อมการทำงานจนไม่สามารถกรองของเสียออกจากเลือดในร่างกายได้ ทำให้ของเสียในเลือดเพิ่มจำนวนมากจนร่างกายเสียสมดุลการทำงานไป

ลำดับขั้นการรักษา?
เมื่อไตเสื่อมการทำงานมากขึ้นเรือยๆ จากการรักษาประคับประคอง ก็ต้องเปลี่ยนเป็นการล้างไต ซึ่งนิยมล้างไตด้วยการฟอกเลือดโดยเครื่องไตเทียม (hemodialysis) ก่อนแต่หากใช้วิธีนี้ไม่ได้ แพทย์จะพิจารณาการฟอกไตด้วยการล้างไตผ่านช่องท้อง (peritoneal dialysis) ระหว่างที่ล้างไตอยู่ หากมีไตบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย และภาวะผู้ป่วยเหมาะสมที่จะปลูกถ่ายไตได้ ก็ควรทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไต เพื่อยืดอายุผู้ป่วยและให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การล้างไตด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis)
เป็นการรักษาโดยการนำเลือดออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เครื่องกรองเลือดแยกเอาของเสีย เกลือแร่ และน้ำที่เกินออกจากเลือด เลือดที่กรองจากเครื่องไตเทียมกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย ดังนั้นจะต้องมีจุดนำเลือดออกและทางเข้า การฟอกเลือดต้องทำที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆละ 2-5 ชั่วโมงซึ่งจำกัดวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย
ภาพแสดงการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

เราสร้างทางเข้า-ออกเลือดจากหลอดเลือดดำ (venous access) ได้ทางไหนบ้าง?
  1. การต่อหลอดเลือดแดงเข้ากับหลอดเลือดดำ (arteriovenous fistula) โดยมากแพทย์จะ ผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดเลือดแดงเข้ากับหลอดเลือดดำบริเวณท่อนแขนเหนือข้อมือ ดังรูปด้านล่าง โดยทั่วไปต้องรอให้รอยต่อนี้เชื่อมสนิทเป็นระยะเวลา 2 ถึง 4 เดือน และหลอดเลือดดำหลังรอยต่อโป่งขยายขึ้นเพื่อให้ปริมาณเลือดไหลเข้าเครื่องไตเที่ยมมากและเร็วพอที่จะฟอกของเสียหมดใน 2-4 ชั่วโมง
    การใช้งานต่อกับเครื่องไตเทียมต้องมีสายสองเส้น (แทงเข็มสองจุดแล้วต่อกับสายส่งเลือดเข้าเครื่องและสายจากเครื่องไตเที่ยมส่งเลือดกลับเข้าหลอดเลือดดำ)
  2. การเชื่อมต่อหลอดเลือดแดงเข้ากับหลอดเลือดดำด้วยท่อยางสังเคราะห์ (arteriovenous graft) รอเวลาให้แผลหาย 2 สัปดาห์ก่อนจะใช้การล้างไตได้ ใช้กรณีที่วิธีที่หนึ่งทำไม่ได้เนื่องหลอดเลือดขนาดเล็กเกินไปที่จะต่อโดยตรง
    แผนภาพการใส่หลอดเลือดเทียมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ เวลาล้างไตจะแทงเข็มสองอันสำหรับเป็นขาออก และขาเข้าของเลือด
  3. ฝังหลอดสวนใว้ในหลอดเลือดดำใหญ่ (Central venous catheter) โดยทั่วไปแพทย์จะฝังหลอดสวนที่หลอดเลือดดำใหญ่บริเวณคอ จะใช้กรณี นี้ก็ต่อเมื่อมีข้อจำกัดในการใช้วิธีที่ 1 และ 2 
    แผนภาพแสดงหลอดสวนสำหรับล้างไตที่แพทย์สอดไว้ปลายหลอดสวนอยู่ในหลอดเลือดดำใหญ่ใกล้ขั้วหัวใจ หลอดสวนนี้จะมีสองช่องสำหรับเลือดขาเข้าและขาออกจากร่างกายเพื่อต่อเข้าสูเครื่องไตเทียม ส่วนที่โค้งหักกลับจะถูกฝังอยูใต้ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อป้องกันการติดเชื้อง่ายๆ
เราจะดูแลบริเวณที่ติดต่อกับเครื่องล้างไตอย่างไร?
ควรจะทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำอุ่นทุกวันและก่อนเวลาล้างไต
สิ่งที่ไม่ควรทำได้แก่:
  • เกาหรือดึงบริเวณนี้
  • สวมเสื้อรัดหรือเครืองประดับรัดบริเวณนี้
  • นอนทับแขนบริเวณนี้
  • เจาะเลือดหรือวัดความดันโลหิตแขนข้างนี้
เราควรตรวจดูบริเวณรอยต่อหรือหลอดสวนทุกวัน ให้แน่ใจว่ามันยังปกติอยู่ โดยปกติเลือดที่ไหลผ่านบริเวณเชื่อมต่อหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดดำจะไหลผ่านเร็วจนรู้สีกสัมผัสแรงสั่นได้ เรียกว่า thrill(ทริล)
ควรปรึกษาแพทย์ ในกรณีนี้
  • ไม่รู้สึกถึงแรงสั่นเหนือบริเวณรอยต่อหลอดเลือด เพราะเป็นอาการเตือนของการตีบตันของหลอดเลือด
  • ผิวหนังเหนือบริเวณรอยต่อหลอดเลือดบวมแดงร้อน ซึ่งสงสัยภาวะการติดเชื้อ
  • เลือดออกมากจากรูเข็มหลังเสร็จการล้างไต
กรณีที่หลอดเลือดแดงหรือดำบริเวณใกล้รอยต่อตีบแพทย์จะรักษาด้วยการใส่หลอดสวนที่มีลูกโป่งขยายรอยตีบแคบให้กว้างขึ้น ดังรูป ด้านล่าง
รูปวาดแสดงการสอดหลอดสวนเข้าไปตรงรอยตีบ (สีเหลือง) เมื่อถึงจุดตีบแคบก็ทำให้ลูกโป่ง (สีฟ้า)ขยายตัวดันรอยตีบแคบให้กว้างขึ้น

ด้านล่างเป็นภาพเอกซเรย์หลอดเลือดแสดงก่อนและหลังรักษารอยตีบ
รอยตีบของหลอดเลือดดำ (หัวลูกศร)ก่อนการรักษาด้วยลูกโป่งขยาย


ภาพเอกซเรย์ของหลอดเลือดดำหลังจากขยายรอยตีบ ทำให้เลือดไหลเวียนพุ่งแรงดีขึ้นและกลับมาใช้กับเครื่องไดเทียมได้อีก

ในบางกรณีที่ลิ่มเลือด (เลือดแข็งตัวเกาะแน่นอยู่ภายในหลอดเลือด)มีผลให้แรงดันเลือดน้อยลง แพทย์จำเป็นต้องใส่หลอดสวนและให้ยาละลายลิ่มเลือดผ่านหลอดสวนจนเริ่มเห็นรอยเปิดแล้วจึงจะขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งอีกทีหนึ่ง

สำหรับหลอดสวนในหลอดเลือดดำใหญ่ (Cenral venous catheter) ที่อุดตันจากลิ่มเลือดจะรักษาด้วยการเปลี่ยนหลอดสวนเส้นใหม่โดยพยายามใส่ในเส้นทางเดิมก่อน

เหล่านี้คือความรู้เบื้องต้น ของการฟอกเลือดกรณีไตวายเรื้อรัง
หากมีคำถามใดๆ คุณสามารถสอบถามในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้

เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสอ่านบทความใหม่ๆของ หมอ ขอแนะนำให้คุณกด like หรือแนะนำ ใน facebook page ของหมอนะครับ

กลับ หน้า สารบัญบทความ

Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage


มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นอันดับสองแล้ว จะรับมืออย่างไร?

มะเร็งก่อตัวในลำไส้ใหญ่ฝั้งซ้าย

มะเร็งลำไส้ใหญ่สำคัญไหม?
 พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆในคนทั่วโลก เป็นมะเร็งอันดับสองในชายไทยและอันดับสามในหญิงไทย หากรอจนพบอาการก้อนมะเร็งมักจะกระจายไปทางต่อมน้ำเหลืองหรือกระเแสเลือดแล้ว (แต่ตาเปล่าไม่เห็น) และมันค่อนข้างดื้อต่อยาเคมีบำบัด

อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นอย่างไร?
ขอให้ดูแผนภูมิอันนี้เป็นการอ้างอิงจาก งานวิจัย

จากแผนภูมินี้สรุปได้ย่อๆว่าดังนี้
มะเร็งระยะที่หนึ่ง อัตรารอดชีวิต เมื่อผ่านไป 5 ปี เท่ากับ ร้อยละ 74.0
มะเร็งระยะที่สอง อัตรารอดชีวิต เมือผ่านไป 5 ปี เท่ากับ ร้อยละ 37.3ถึง 66.5
มะเร็งระยะที่สาม อัตรารอดชีวิต เมือผ่านไป 5 ปี เท่ากับ ร้อยละ 28.0ถึง 73.1
มะเร็งระยะที่สี่ อัตรารอดชีวิต เมือผ่านไป 5 ปี เท่ากับ ร้อยละ 5.7

แต่โชคร้าย ผู้ที่มีอาการแสดงและมาพบแพทย์มักจะอยู่ในระยะที่สามและสี่

ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ไหม?
แม้ว่าคุณจะควบคุมอาหาร ไม่กินไขมัน รับประทานกากใยมาก ระวังไม่ให้ท้องผูก รวมทั้งสารพัดอาหารต้านมะเร็ง ฝึกจิตใจไม่ให้เครียด เพื่อให้โอกาสเกิดมะเร็งลดลง แต่คุณอย่าเข้าใจผิดว่าจะไม่เป็นแน่นอน ไม่มีบทความวิจัยใดๆที่บอกว่าการป้องกันมะเร็งด้วยวิธีเหล่านี้จะป้องกันมะเร็งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เฝ้าระวังอาการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ไหม?
การเฝ้าระวังอาการแสดงของมะเร็งนี้ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีเลย เพราะไม่ได้ทำให้อัตรารอดชีวิตของเราดีขึ้น ถ้ารอให้มีอาการก็นับวันบอกอัตรารอดตัวเองเท่านั้นเองว่า ภายใน 5 ปีจะเสียชีวิตไปกี่คน

ทำอย่างไรจึงจะค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เร็วที่สุด?
เนื่องจากกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่พัฒนาจากเซลล์ผิดปกติมาเป็นติ่งเนื้อก่อนและจะค่อยๆโตขึ้นเป็นก้อนโตจนมีอาการใช้เวลาประมาณ 5 ปี
จนถึงปัจจุบันนี้การค้นหามะเร็งระยะแรกที่ทำได้เร็วที่สุดแล้วก็คือ ระยะที่เป็นติ่งเนื้อ (Polyp) ไม่ใช่การตรวจสารเอนไซม์ CEA (carcinoembryonic antigen) ในเลือดซึ่งจะตรวจพบได้ช้ากว่า
ภาพการพัฒนาจากเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ปกติ (ซ้ายสุด) กลายเป็นการหนาตัว (ที่สองจากซ้าย) เริ่มเป็นติ่งเนื้อ (ภาพกลาง) ติ่งเนื้อใหญ่ขึ้น (ภาพที่สี่) และติ่งเนื้อเริ่มเปลี่ยนเป็นมะเร็ง(ขวาสุด)

วิธีตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นที่เป็นที่ยอมรับทางแพทย์มีอะไรบ้าง?

การคัดกรองที่ได้ผลดีที่สุดคือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพราะว่าสามารถเห็นลำไส้ใหญ่ตลอดทั้งแนวและสามารถตัดติ่งเนื้อไปพิสุจน์ว่าเป็นมะเร็งแล้วหรือยัง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้จึงต้องยอมรับการตรวจทางเลือกอื่นๆเข้ามาด้วย แล้วจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ลองพิจารณาแต่ละวิธีดังนี้

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (colonoscopy)
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสอดท่อซึ่งปลายท่อติดกล้องวิดีโอทำให้เห็นเยื่อบุภายในตลอดลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถสอดเครื่องมือสำหรับตัดเนื้อเยื่อจากรอยโรคที่สงสัยไปตรวจพิสุจน์ได้อีกด้วย

  • จำเป็นต้องเตรียมลำไส้ด้วยยาระบายและรับประทานอาหารไร้กากใย 2 วัน
  • จำเป็นต้องได้รับยานอนหลับทางหลอดเลือดดำ ผู้รับการตรวจต้องหยุดพักงานหนึ่งวันและต้องมีบุคคลมาด้วยเพื่อนำผู้ป่วย กลับเพราะหลังตรวจเสร็จยานอนหลับยังไม่หมดฤทธิ์ทันที
  • มีความเสี่ยงจากการส่องกล้องได้ เช่น สำไส้ทะลุ เลือดออกจากลำไส้ ส่วนใหญ่เลือดออกจากการที่แพทย์ตัดเนื้องอกไปตรวจ
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (flexible sigmoidoscopy)
  • จำเป็นต้องเตรียมลำไส้ด้วยยาระบายและรับประทานอาหารไร้กากใย 2 วัน
  • ไม่จำเป็นต้องได้รับยานอนหลับทางหลอดเลือดดำ
  • ส่องดูลำไส้ได้เฉพาะส่วนปลายในระยะทาง 40 เซนติเมตร
  • หากส่องลำไส้ใหญ่ส่วนปลายพบเนื้องอกจำเป็นต้องตรวจต่อไปด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (sigmoidoscopy) ปลายท่อส่องเพียงความลึก 40 เซนติเมตร


การเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยสวนสารแบเรียม (Double contrast barium enema)
  • จำเป็นต้องเตรียมลำไส้ด้วยยาระบายและรับประทานอาหารไร้กากใย 2 วัน
  • ไม่จำเป็นต้องได้รับยานอนหลับทางหลอดเลือดดำ
  • ถ้าหากพบเนื้องอกจำเป็นต้องตรวจต่อไปด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ผู้ป่วยจำเป็นต้องเตรียมลำไส้ใหม่อีกรอบหนึ่ง
  • มีความไวในการพบติ่งเนื้อตั้งแต่ขนาด 10 มิลลิเมตรขึ้นไป
  • โอกาสลำไส้ทะลุต่ำมากๆ
การเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่ด้วยการสวนน้ำผสมผงแบเรียมซัลเฟต (Barium Enema) ปลายท่อคาอยู่ที่ไส้ตรงเท่านั้นและปล่อยให้ของเหลวสวนย้อนไปถึงลำไส้ใหญ่ส่วนต้นและกล้องเอกซเรย์จากภายนอกแสดงภาพบนจอมอนิเตอร์

การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (Computed Tomography  Colonography)
  • จำเป็นต้องใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง
  • ต้องมีซอฟแวร์สำหรับสร้างภาพลำไส้ใหญ่
  • จำเป็นต้องเตรียมลำไส้ด้วยยาระบายและรับประทานอาหารไร้กากใย 2 วัน
  • ไม่จำเป็นต้องได้รับยานอนหลับทางหลอดเลือดดำ
  • หากพบเนื้องอกจำเป็นต้องตรวจต่อไปด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ผู้ป่วยจำเป็นต้องเตรียมลำไส้ใหม่อีกรอบหนึ่ง
  • มีความไวในการพบติ่งเนื้อขนาดตั้งแต่ 5 มิลลิเมตรขึ้นไป
  • โอกาสลำไส้ทะลุต่ำมากๆ
การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT colonography) ผู้ป่วยนอนบนเตียงของเครื่องตรวจ หลังจากสวนลมเข้าทางทวารผ่านท่อยางเล็กๆแล้ว เครื่องสแกนส่วนช่องท้องในท่านอนหงายหนึ่งครั้งและท่านอนคว่ำหนึ่งครั้งผู้ป่วยก็ลงจากเครื่องได้ รังสีแพทย์จะตรวจเช็คภาพหาความผิดปกติผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์เอง

เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แสดงภาพภายในลำไส้ได้หลายมุมมอง เช่นมุมมองแบบเห็นลำไส้คลี่แบน (ภาพซ้าย) มุมมองภาพตัดขวาง (ภาพกลางขาวดำ) หรือมุมมองแบบส่องกล้อง(flythrough)

การตรวจหาเลือดในอุจจาระด้วยวิธี Guaiac-based Fecal Occult Blood Test (gFOBT) ที่ระบุความไวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • เทคนิคการตรวจขึ้นกับบริษัทผู้ผลิตสารทดสอบ โดยส่วนใหญ่จะต้องเก็บอุจจาระสองถึงสามรอบที่บ้านเพื่อนำมาส่งตรวจ
  • ผู้ป่วยต้องทราบว่าถ้าผลตรวจเป็นบวกหมายถึงผู้ป่วยอาจมีความเสี่ยงที่เกิดเนื้องอกที่ค่อนข้างจะกลายเป็นมะเร็งแล้วหรือเป็นมะเร็งโดยสมบูรณ์แล้ว
  • หากผลตรวจเป็นลบ จำเป็นต้องตรวจซ้ำทุกปี
  • ผู้ป่วยจะต้องเข้าใจว่าตรวจครั้งเดียวนั้นไร้ประสิทธิผล

การตรวจหาเลือดในอุจจาระด้วยวิธี Fecal Immunochemical Test (FIT) ที่ระบุความไวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • มีความไวและเฉพาะเจาะจงกว่าวิธี gFOBT 
  • ราคาแพงกว่า วิธี gFOBT
  • จำเป็นต้องตรวจทุกปี
การตรวจมีหลายวิธีจะเลือกอย่างไร?
  • ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมตาม ความสามารถในการจ่าย (เพราะไม่ฟรี), บริการที่มีอยู่ใกล้ชุมชนของคุณ, ความพร้อมทางร่างกายและจิตใจของคุณ (บางคนกลัวการสวนทวารโดยผู้อื่น) 

  • ปรึกษาแพทย์ใกล้ตัวคุณเพื่อหาวิธีที่เหมาะกับคุณ

ควรเริ่มตรวจเมื่อใด?
  • สำหรับผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงมาก เริ่มที่อายุ 50 ปี
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ ได้แก่บุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคประจำตัวเป็นลำไส้อักเสบชนิด chron disease หรือ ulcerative coliitis ควรตรวจเร็วที่อายุ 40 ปี
ความถี่ในการตรวจเป็นอย่างใด? 
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (colonoscopy) ทุก 10 ปี
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (flexible sigmoidoscopy) ทุก 5 ปี
  • การเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยสวนสารแบเรียม (Double contrast barium enema) ทุก 5 ปี
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (Computed Tomography  Colonography) ทุก 5 ปี
  • การตรวจหาเลือดในอุจจาระด้วยวิธี gFOBT หรือ FIT ทุก 1  ปี
เลือกตรวจอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสมแต่ละคน
สรุป
มะเร็งลำไส้ใหญ่กำลังเป็นมะเร็งอันดับต้นที่คร่าชีวิตคนไทยไปด้วยเหตุที่เรารอให้มีอาการแสดงก่อนจึงมาพบแพทย์และไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นซากไปได้
หากต้องการให้อัตราการตายจากมะเร็งนี้ลดลง นอกเหนือจากแนวทางป้องกันการเกิดมะเร็งทั่วไปแล้ว เราจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งให้พบในระยะเริ่มต้นจะรักษาได้ผลดี แต่อุปสรรคของการคัดกรองคือ เป็นการตรวจที่ค่อนข้างยุ่งยากและขาดแคลนผู้เชียวชาญเพียงพอที่จะตรวจได้ทุกคนและที่สำคัญ ผู้ที่รับการตรวจยังต้องมีความตระหนักอย่างสูง และมีความพร้อมด้านการเงิน


กลับ หน้า สารบัญบทความ


Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage

ไขมันมากในตับ

ไขมันมากในตับ (Fatty Liver)

เรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับแนวทางรักษารูเล็กเท่าไร แต่แฟนๆขอมาจึงขอแบ่งปันให้อ่านครับ

ตับอยู่ส่วนไหนของร่างกายนะ?

ดูตามภาพเลยครับ
แผนภาพลำตัวมนุษย์แสดงตำแหน่ง รูปร่างของตับ (LIVER)

ถ้าตับเสียจะเกิดอะไรขึ้น?

ระยะสุดท้ายของตับเสียการทำงานคือ ตับแข็ง (Cirrhosis อ่านว่า เซอ-โร-สีด) อาการ เหลือง บวม แขนขาผอม ท้องมีน้ำมาก (ท้องมาน) อ่อนเพลีย ถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด


ไขมันมากในตับเป็นอย่างไร?

เป็นภาวะที่เซลล์ไขมันในตับเก็บสะสมไขมันไว้มากขึ้นๆจนเซลล์ตับมีที่อยู่น้อยลง (โดนแย่งที่) เมื่อนานวันเข้ามันจะกระตุ้นให้่ตับอักเสบเรื้อรัง (ยังไม่ทราบกลไกแน่ชัด) เซลล์ตับ(แท้ๆ) ก็น้อยลงแต่เซลล์ไขมันใหญ่ขึ้น จะเห็นว่าระยะนี้ตับใหญ่ขึ้น เมื่อเซลล์ตับอักเสบจนเกือบเกลี้ยงแล้วจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อพังผืด ซึ่งจะดีงรั้งให้ตับหดเล็กลง ก็คือตับแข็ง
http://liverbasics.com/fatty-liver-disease.jpg
แผนภาพแสดงการเปลี่ยนแปลง จากตับปกติ (Normal Liver) มาสู่ไขมันสะสมในตับ (Fatty liver) จนระยะสุดท้ายตับแข็ง (Cirrhosis)

สาเหตุของไขมันมากในตับมีอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่เกิดจากเราทำตัวเอง คือ รับประทานพลังงานมากเกินขนาด เช่น แป้งน้ำตาล ไขมัน สัตว์บก แอลกอฮอล์
สาเหตุส่วนน้อยไม่ทราบแน่ชัด คือโชคร้าย ที่มีภูมิคุุ้มกันต่อต้านร่างกายตัวเอง แพ้ยาบางชนิด

มีคนเป็นไขมันสะสมในตับมากไหม?

หมอตรวจอัลตร้าซาวดน์คนปกติ (ไม่มีอาการ) ที่มาตรวจสุขภาพกว่าครี่งเป็นภาพอัลตร้าซาวดน์เป็นไขมันสะสม

ภาพจากเครื่องตรวจคลื่นความถี่สูงอัลตร้าซาวดน์ (ultrasonography) ซ้าย(ปกติ) จะเห็นสีค่อนข้างดำกว่า และขอบของเส้นเลือดภายในตับ (เส้นสีดำ) คมชัด ขวา (ไขมันสะสมในตับ) เนื้อตับสีขาวกว่า และเห็นขอบของเส้นเลือดภายในตับไม่คมชัด

โอกาสที่ไขมันมากในตับจะเป็นตับแข็งมากไหม?

ข่าวดี คือ โอกาสที่จะเป็นไขมันในตับมากจนเกิดตับแข็งนั้นน้อยมาก
ข่าวร้าย คือ มันเป็นความผิดปกติในกลุ่มเดียวกับโรคพวกเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ดังนั้นโอกาสที่คุณจะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกจะสูงอยู่มากกว่าโอกาสเป็นตับแข็ง
ลองคิดดูครับว่า เมื่อคุณมีทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองตีบ ก็แย่แล้วแถมต่อมาตับแข็งอีกและอาจตามมาด้วยมะเร็งตับ ตอนนั้นก็ยากที่จะเยียวยารักษา
ดังนั้น จงควบคุมอาหารเพื่อระวังโรคหัวใจและหลอดเลือดและเบาหวานก็เป็นการลดไขมันในตับเช่นเดียวกัน
เรื่องการควบคุมอาหาร เป็นเรื่องที่ต้องมีความตั้งใจอย่างสูงจริงๆ จึงจะสำเร็จ
ผู้ใดชนะใจตัวเอง ต่อสู้กับความอยากรับประทานอาหารอร่อยๆได้ ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมของตัวเองลงได้บ้าง

ว่าแต่ ในโลกนี้จะมีคนที่ชนะใจตัวเองได้สักแค่ไหนหนอ?


คุณผู้อ่านจะได้รับการแจ้งเตือนเมือหมอออกบทความใหม่ๆ หากคุณสมัครรับข่าวทางอีเมล์ด้านขวา หรือกด like ที่ link facebook ด้านขวาหรือด้านล่างนะครับ

กลับ หน้า สารบัญบทความ

Link พัฒนาตนเอง

1. แนวทางพัฒนาการคิด
2. กด like ให้drrattawach fanpage