จริงหรือ? ตรวจเอกซเรย์เต้านมมากๆ จะกระตุ้นให้เป็นมะเร็งเต้านม


คำถามนี้เกิดขึ้นจริงสำหรับบางคน จนไม่กล้าตรวจแมมโมแกรม (Mammograms) แถมยังบอกต่อเพื่อนคนอื่นมาอีกจนเพื่อนกลัวไม่กล้ามาตรวจตามๆกัน

ตอบ: 
คนเราได้รับปริมาณรังสีในธรรมชาติอยู่แล้วที่เฉลี่ย 3 millisieverts (mSv) ต่อปี
การทำแมมโมแกรมต่อครั้งได้รับรังสีขนาด 0.4 millisieverts ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมากกว่าขนาดที่ได้รับในธรรมชาติอยุ่แล้ว หากเราเปรียบเทียบประโยชน์ในการลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมกับความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งจากรังสีที่ได้รับแล้ว ประโยชน์มากกว่าโทษอยู่หลายเท่า จึงเป็นการคุ้มค่าที่จะตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
นอกจากนี้ในทางปฏิบัติก็ไม่มีแพทย์ที่ไหนจะให้ผู้รับบริการตรวจแมมโมแกรมบ่อยกว่าสองครั้งต่อปี จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเกิดมะเร็งจากรังสีเอกซ์กระตุ้น

อย่าลืมนะครับ หากคุณผู้หญิงมีอายุตั้งแต่สี่สิบปีขึ้นไปควรได้รับการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม






ถ้าคุณอยากปลอดภัยจากมะเร็งเต้านม ควรทำอย่างไร?



มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากอันดับแรกในหญิงทั่วโลก การตรวจคัดกรองจะพบมะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ 0.6 -0.9
การคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการถ่ายภาพรังสีเต้านม (mammogram) ทำให้แพทย์วินิจฉัยมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรก นอกจากนี้ความก้าวหน้าในการรักษาทำให้อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมลดลงอย่างมาก ดังนั้นผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ในระยะแรกของโรคจึงมีอายุขัยใกล้เคียงกับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั่วไป



คำแนะนำการคัดกรองมะเร็งเต้านม

ผู้หญิงทั่วไป
              ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
              ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง และควรมีการตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อยทุก 3 ปี
              ผู้หญิงที่มีอายุ 40-69 ปีขึ้นไปและไม่มีอาการ
              ควรตรวจเต้านมตนเองเดือนละครั้ง ตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุก 1 ปี
ตรวจด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านม (อาจใช้การตรวจเต้านมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง[ultrasonography] ร่วมด้วย) ทุก 1-2 ปี

กลุ่มเสี่ยง
              ควรได้รับการตรวจคัดกรองเหมือนกับกลุ่มผู้หญิงทั่วไป แต่ควรจะต้องเริ่มตรวจเร็วขึ้น เช่น ในกรณีที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50  ปีหรือวัยก่อนหมดประจำเดือน ควรทำการตรวจคัดกรองเมื่ออายุที่ญาติเป็นมะเร็งเต้านมลบออกอีก 10 ปี และควรตรวจทุกปี โดยกลุ่มเสี่ยงได้แก่
              มีประวัติญาติสายตรง ได้แก่ มารดา พี่สาว/น้องสาว และบุตร เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่
              ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม
              ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีบริเวณหน้าอก ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรค Hodgkin’s disease หรือ Non-hodgkin’s lymphoma เป็นต้น
              ผู้ที่มีประวัติทำการเจาะเนื้อเยื่อจากรอยโรคในเต้านมและได้ผลเป็น atypical ductal hyperplasia, Lobular neoplasia
              ผู้ที่ได้รับประทานฮอร์โมนเสริมทดแทนวัยหมดประจำเดือนเป็นประจำเกิน 5 ปี

วันนี้คุณควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยวิธีใด?

คัดกรองมะเร็งเต้านม ระยอง ต้อง บีอาร์เอกซ์จี โพลีคลินิก ตามแผนที่นี้ 


คุณจะไม่พลาดข้อมูลสุขภาพที่ดีต่อตัวคุณ เพียงกดติดตาม https://www.facebook.com/brxggroup/

เคล็ดลับการมีสุขภาพที่ดี อายุยืนยาว



ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า แต่ก็ไม่มีใครอยากอายุสั้น มาสร้างโอกาสให้ตัวเองมีอายุยืนยาวและสุขภาพดีไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานยามแก่เฒ่ากันเถอะ 
เราสามารถใช้หลักการ 5 อ. ดังต่อไปนี้

อาหาร
  • คุมน้ำหนักให้พอดี โดยคร่าวๆ ผู้ชายควรมีน้ำหนักเท่ากับส่วนสูงลบด้วย 100 เช่น ส่วนสูง 170 เซนติเมตร ก็ควรจะมีน้ำหนักไม่เกิน 170-100 = 70 กิโลกรัม ส่วนผู้หญิงควรมีน้ำหนักเท่ากับส่วนสูงลบด้วย 110 เช่น ถ้าผู้หญิงสูง 160 เซนติเมตร ก็ควรมีน้ำหนักไม่เกิน 160-110 = 50 กิโลกรัม นอกจากนี้ก็ไม่ควรจะให้อ้วนลงพุงด้วย
  • เกลือแกง อย่ารับประทานให้เกินวันละ 6 กรัม (1 ช้อนชา) 
  • อาหารหลักควรมาจาก ผัก, ผลไม้, ธัญญพืช, ผลิตภัณฑ์จากนมและอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ดังรายละเอียดปลีกย่อยดังนี้
    • กินผักและผลไม้ รวมไม่น้อยกว่า 5 ถ้วยตวงต่อวัน ผักและผลไม้อุุดมไปด้วยใยอาหารและยังลดความเสียงการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองและอัตราการตาย 
    • กินธัญพืชที่ยังไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮวลวีต ซีเรียล ข้าวโอ๊ต แทนธัญพืชที่ขัดสี (ข้าวขาว, แป้งขาว,ขนมปังขาว, เส้นหมี่่ที่มาจากแป้งขัดขาว) จะได้รับใยอาหารและสารอาหารอื่นๆเพื่มเติม เนื่องจากธัญพืชขัดขาว จะสัมพันธ์กับกับน้ำหนักเกิน ในทางกลับกันธัญพืชไม่ขัดสีจะลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • ไขมันทรานส์ ควรรับประทานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไขมันทรานส์ คือ ไขมันที่เกิดจากการนำไขมันจากพืช หรือไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันพืช มาเติมฟองอากาศจากไฮโดรเจนลงไปบางส่วน (Partially Hydrogenated Oil) เพื่อแปลงสภาพให้กลายเป็นของแข็ง หรือกึ่งเหลว กลายเป็นไขมันอิ่มตัว อย่างเช่น เนยเทียม เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation)
      • อาหารมีมีไขมันทรานส์ ตัวอย่างเช่น 
        • ขนมอบ เบเกอรี่ ที่มักใช้มาร์การีน วิปปิ้งครีม เนยขาว (ชอตเทนนิ่ง) ชีสเป็นส่วนผสม เช่น โดนัท ขนมเค้ก พาย คุกกี้ เวเฟอร์ บราวนี่ พิซซ่า ครัวซองต์ แซนวิช ขนมเปี๊ยะ โรตี ป๊อปคอร์นที่ใช้เนยเทียมคั่ว 
        • เครื่องดื่มสำเร็จรูป ประเภทที่มีครีมเทียม วิปปิ้งครีม นมข้นหวาน นมข้นจืด ส่วนผสมเหล่านี้บางชนิดก็มีไขมันทรานส์ 
        • อาหารทอดซ้ำ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด หมูทอด มันฝรั่งทอด 
    • ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแดง (ได้แก่เนื้อหมู, วัว เป็นต้น)และเนื้อที่แปรรูป ควรจะหันมารับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนอื่นๆ ได้แก่ อาหารทะเล, เนื้อสัตว์ปีก, ไข่, ถั่วต่างๆ, ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ถั่วที่ไม่มีเกลือและเมล็ดพืชต่างๆ การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปจะเพิ่มอัตราการตาย ขณะที่เนื้อขาว (เช่นอาหารทะเล เนื้อสัตว์ปีก)เกี่ยวเนื่องกับลดอัตราการตาย 
    • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากมีผลให้รับน้ำตาลที่ผ่านการแปรรูปและแคลอรี(พลังงาน)ส่วนเกิน 
    • อาหารไขมันต่ำ, อาหารมังสวิรัติ, อาหารเพื่อลดความดันโลหิตสูงและอาหารเมดิเตอเรเนียน อาหารเหล่านี้สัมพันธ์กับการมีสุขภาพดีจริง แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่รู้เลยว่าอาหารแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดสำหรับประชากรทั่วไป การเลือกใช้อาหารแบบไหนขึ้นอยู่กับ ความชอบส่วนตัว ปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน และความสามารถหามารับประทานได้ง่าย 
    • โดยส่วนใหญ่หากท่านรับประทานอาหารได้สมดุล ไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริม หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโภชนการ


ออกกำลังกาย 

  • โดยออกกำลังกายทุกส่วนสัด กระตุ้นจังหวะการเต้นของหัวใจ ผู้สูงอายุควรเคลื่อนไหวออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม มีหลากหลายวิธี เช่น ยืดเส้นยืดสาย ยืดเหยียด ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น และหลีกเลี่ยง การแข่งขัน ออกแรงเกินกำลัง ความเร็วสูง เกร็ง เบ่ง ยกน้ำหนัก การอยู่ในสถานที่ร้อนอบอ้าว อากาศไม่ถ่ายเท อยู่กลางแดดจ้า


อารมณ์ 
  • อารมณ์รื่นเริงยินดี ชีวีสดใสด้วยรอยยิ้ม จิตแจ่มใส มองโลกในแง่บวก ไม่เครียด ช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ลูกหลาน คนรอบข้าง


อดิเรก 
  • สร้างสรรค์งานอดิเรก เพิ่มพูนคุณค่า เกื้อกูลสังคม หากิจกรรมงานอดิเรกที่ชอบ ทำแล้วเพลิดเพลิน และมีคุณค่าทางจิตใจ เช่น อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทศน์ฟังธรรม พบปะสังสรรค์ ให้คำปรึกษาแนะนำ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้


อนามัย 
  • ปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะ ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน งด ละ เลิกอบายมุข บุหรี่ เหล้า ของมึนเมา และสารเสพติด สร้างอนามัยดี ชีวีมีสุข นำพาอายุยืนยาว สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี หมั่นตรวจและรักษาสุขภาพ  ควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง 

เรื่องการตรวจสุขภาพประจำปี ควรเลือกอย่างไรดี? ยังมีคำแนะนำต่ออีกนะครับ ติดตามได้ที่นี่เลย https://www.facebook.com/brxggroup/

บทความนี้ได้คัดย่อจาก วารสาร uptodate วารสารทางการแพทย์ที่รวบรวมความรู้ทางการแพทย์ที่คัดกรองความถูกต้องมาแล้ว

เป็นทางเลือกหรือไม่? รักษาข้อเข่าเสื่อมด้วย "เลือด" ของผู้ป่วยเอง

ปวดเข่า

ปวดเข่า จากข้อเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) เมื่อใดจะรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet rich plasma injection)


คุณมีญาติที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่? 
ความทุกข์ทรมานจากการปวดเข่าสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมช่างเรื้อรังยาวนานเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะปวดหรือการใช้ชีวิตไม่ปกติสุข แถมยังรำคาญสภาพตัวเองอีก
ผู้ป่วยแต่ละคนต่างพยายามเสาะแสวงหายาที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดจากเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) เพราะหลายๆคนกลัวการผ่าตัดรักษา อย่างไรก็ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่มีวิธีอื่นๆที่บรรเทาได้แล้ว

การรับประทานยา
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นง่ายๆด้วยการซื้อยารับประทานเอง ซึ่งมักจะได้รับยาแก้อักเสบของระบบกล้ามเนื้อ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs-NSAID) ซึ่งก็บรรเทาลงไปได้บ้าง เพราะยาไปลดการอักเสบ เมื่อรับประทานก็บรรเทาอาการ แต่หยุดรับประทานอาการก็กำเริบขึ้นอีก เราหวังผลที่ข้อเข่า แต่ตัวยานี้เข้าสู่ทั่วร่างกาย ซึ่งต้องระมัดระวังผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด ผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร และไต 
ดังนั้นการรักษาด้วยยารับประทานจึงไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ถัดมาร้านยา ก็แนะนำอาหารเสริมบำรุงกระดูกอ่อนได้แก่ กลูโคซามีน (Glucosamine) สารนี้พบว่าช่วยมีการสร้างกระดูกอ่อนเพิ่มขึ้น แต่บางรายรับประทานแล้วรู้สึกดีขึ้น บางรายงานก็ว่าไม่ได้ช่วยอะไร ราคาอาหารเสริมนี้ก็ไม่เบา แถมยังต้องกินต่อเนื่องตลอดไป แต่ก็กินนานกว่าสองปี ก็ยังไม่มีข้อมูลรองรับว่าใช้ต่อเนื่องได้นานกว่าสองปีหรือไม่
หากอาการยังไม่บรรเทา หลายคนก็เริ่มไปพบแพทย์ แพทย์แนะนำให้ลดน้ำหนักตัว, บริหารข้อเข่า พร้อมทั้งให้ยารับประทานเหมือนที่ร้านขายยาให้มากินเป็นบางครั้ง

การฉีดยาเข้าข้อเข่า (intraarticular injection)
หากการรักษาเบื้องต้นของคุณหมอยังเอาไม่อยู่ อีกหนึ่งในวิธีการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดของข้อเข่าเสื่อมคือ การฉีดยาเข้าไปในข้อ (intraarticular injection) เพื่อหวังผลให้ลดอาการปวดข้อเข่า โดยไม่ต้องได้รับยาทั่วทั้งร่างกาย แพทย์พยายามค้นคว้าทดลองหาสารที่ฉีดเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น สเตียรอยด์แก้อักเสบ, กลุ่มยากดภูมิต้านทาน (infliximab), กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid), โบท็อกซ์ (botulinum neurotoxin A) จนกระทั่งมาถึง เกร็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วยเอง (Homologous platelet rich plasma, PRP) จากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเห็นแนวโน้มว่า การฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วยเองเข้าไปในข้อเข่าให้ผลการรักษาในด้านลดอาการเจ็บปวดและปรับปรุงการทำงานของข้อเข่าได้ดีและยาวนานกว่าการฉีดด้วยสารชนิดอื่นๆ
ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาโดย Meheux และคณะ พบว่าการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นเข้าข้อเข่าเสื่อมช่วยให้อาการผู้ป่วยดีขึ้นนานถึง 12 เดือนเลยทีเดียว (ที่มา https://emedicine.medscape.com/article/1997643-overview#a1)

ทำไมฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นทำให้อาการจากข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นได้?
ยังไม่ทราบกลไกที่แท้จริง มีเพียงหลักฐานประกอบว่าสารกระตุ้นการเจริญเติบโต (growth factors) ในเกร็ดเลือดเข้มข้นไปเพิ่มการสังเคราะห์สารโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) และคอลลาเจน (collagen) ในเซลล์กระดูกอ่อน (Chondrocytes)

ข้อห้ามในการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นเข้าข้อเข่า
ห้ามฉีดในขณะที่ผู้ป่วยมีภาวะเกร็ดเลือดต่ำหรือเกร็ดเลือดทำงานผิดปกติ, ติดเชื้อในกระแสเลือด, ช็อค, ภาวะติดเชื้อในข้อเข่าหรือเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงจุดที่จะฉีดยา

วิธีการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นทำอย่างไร?
ขั้นตอนการเตรียมเกล็ดเลือดเข้มข้นประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ขั้น ดังภาพ
สี่ขั้นตอนหลักในการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นรักษาข้อเข่าเสื่อม

หนึ่ง การเจาะเลือดออกจากแขนของผู้ป่วย
สอง เลือดจะถูกนำไปปั่นแยกชั้น
สาม ชั้นของเกร็ดเลือดจะถูกเก็บออกมา
สี่ ฉีดเกร็ดเลือดเข้นข้นเข้าสู่ข้อเข่า

ต้องทำบ่อยแค่ไหน?
โดยทั่วไปแพทย์จะฉีดเกร็ดเลือดสามครั้งห่างกันครั้งละ 7-10 วัน

ค่ารักษาเท่าไร?
ราคาฉีดต่อครั้งมีตั้งแต่ 4,000 ถึง 20,000 บาท ราคาสูงไม่จำเป็นต้องดีหรือราคาต่ำคุณภาพดีก็มี ดังนั้นขอให้สืบสถานบริการจากผู้ที่ได้ทดลองรักษาแล้วจะดีกว่า เพราะจากรายงานวิจัยหลายๆงาน ยังไม่ได้พบความแตกต่างของผลการรักษาจากวิธีที่ซับซ้อนจนนำมาสู่ราคาที่แสนแพงกับวิธีที่ง่ายๆซึ่งราคาจะถูกกว่า

หากคุณผู้สนใจการรักษาด้วยวิธีนี้ สอบถามได้ที่นี่

Link แผนที่: แผนที่ "บีอาร์เอกซ์จี โพลีคลินิก" คุณจะไม่พลาดข้อมูลสุขภาพที่ดีต่อตัวคุณ เพียงกดติดตาม https://www.facebook.com/brxggroup/







เพิ่มความแม่นยำการเจาะ จงใช้อัลตร้าซาวด์นำทาง

คุณชอบการรักษาแม่นๆ หรือกะประมาณเอาครับ?


จากภาพ กามเทพไม่เป็นเป้าหมาย โอกาสยิงมั่วคงจะเยอะนะครับ

สมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องมือทำให้เห็นภาพของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย แพทย์จึงไม่เห็นภาพว่าปลายเข็มเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นลึกที่ต้องการหรือยัง ทั้งนี้ร่างกายแต่ละคนมีขนาดไม่เท่ากัน อ้วนหรือผอมย่อมมีผลต่อความลึกของเข็มฉีดยาไม่เหมือนกันในคนไข้แต่ละคน การฉีดยาหรือการเจาะเอาเนื้อจากอวัยวะไปตรวจก็ต้องทำโดยกะประมาณและใช้ความรู้สึกสัมผัสของแพทย์ผู้เจาะเป็นหลัก ดังภาพตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี


แต่เมื่อมีเครื่องมือทำให้เห็นภาพอวัยวะที่อยู่ลึกลงไปภายใต้ผิวหนังในขณะทำการฉีดยาก็จะทำให้รู้ตำแหน่งและทิศทางของเข็ม รู้ว่าจะต้องเอียงเข็มเท่าไรและสอดเข็มเข้าไปลึกเพียงใด ถึงตำแหน่งเป้าหมายหรือยัง หรือลึกเกินไปเลยตำแหน่งที่ต้องการไปเสียแล้ว ถ้าลึกเกินไปแพทย์ก็ต้องถอยเข็มออกปรับตำแหน่งปลายเข็มเสียใหม่ สุดท้ายแพทย์จึงฉีดยาหรือเจาะเนื้อเยื่อได้อย่างมั่นใจเต็มร้อยว่าได้ฉีดยาตรงเป้าหมายที่ต้องการอย่างแน่นอน ดังภาพด้านล่าง

มีการศึกษาที่ยืนยันโดยการฉีดยาโดยไม่ใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ทำโดยแพทย์ที่ชำนาญ เปรียบเทียบกับแพทย์ฝึกหัดแต่ใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์นำทาง ผลการศึกษายืนยันว่า แม้จะเป็นแพทย์ฝึกหัดหากมีเครื่องนำทางแล้วให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีกว่าครับ


ซิสต์และก้อนในต่อมไทรอยด์ รักษาโดยไม่ผ่าตัด

ซิสต์ในต่อมไทรอยด์
คือ ถุงน้ำที่อยู่ในต่อมไทรอยด์ ส่วนใหญ่ เป็นบริเวณที่เกิดความเสื่อมและเซลล์ต่อมสลายหายไป และบริเวณดังกล่าวถูกแทนที่ด้วยน้ำหรือน้ำเลือดเก่าๆ
ไม่มีอันตราย

ก้อนในต่อมไทรอยด์ 
คือ ก้อนเนื้อที่ฝังตัวอยู่ในต่อไทรอยด์ โดยข้างในมีแต่เนื้อเยื่อหรือจะมีเนื้อเยื่อปนของเหลวก็ได้

หากได้ตรวจพิสูจน์ทางเซลล์แล้ว (โดยการเจาะเอาไปตรวจ) ว่าไม่พบเซลล์มะเร็ง ก็สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้
แต่หากขนาดใหญ่ ทำให้เห็นเป็นรอยนูนที่หน้าลำคอ ดูไม่สวย เช่นนี้

แพทย์ก็อาจจะช่วยทำให้ขนาดเล็กลงได้ โดยการ
1) ผ่าตัด ซึ่งแผลจะใหญ่น่าดู มีแผลเป็นใหญ่ ต้องให้ยาสลบ ระยะเวลาแผลหาย ฟื้นตัวนาน

2) การฉีด แอ๊บโซลูทเอธานอล เพื่อทำให้ซิสต์หรือก้อนหดเล็กลง

ซึ่งไม่มีแผลผ่าตัด เป็นเพียงรูเข็ม ทำแล้วกลับบ้านได้ ฟื้นตัวเร็ว

สามารถให้รูปทรงลำคอกลับมาสวยงามดังเดิมได้

วิธีนี้ประหยัดทั้งแรงงาน ค่าใช้จ่าย และเวลาอีกด้วย

อยากปรึกษาการรักษา ติดต่อที่นี่


แผนที่
https://goo.gl/maps/x2vNALt3mUvDYxX79

หากมีคำถาม พิมพ์คำถามข้างล่างบทความนี้ได้ครับ



กลับสู่ หน้า สารบัญบทความ

ตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่เจ็บ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ
บทความนี้ขยายความจาก เรื่อง "มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นอันดับสองแล้ว จะรับมืออย่างไร" (หากใครยังไม่อ่าน คลิ๊กลิงค์ อ่านได้เลยครับ)

ครั้งนี้จะกล่าวละเอียดถึงวิธี เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีที่หมอพอจะมีประสบการณ์มากกว่าวิธีอื่นๆนะครับ

ใครที่จะได้ประโยชน์จากการอ่านบทความนี้?
หากคุณมีอายุตั้งแต่สี่สิบปีขึ้นมา หรือมีคนที่รักอายุรุ่นนี้ก็ควรติดตามความรู้นี้นะครับ

อย่างที่ทราบอยู่แล้วว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะประมาทได้เลย มันไม่เคยแสดงอาการเตือนตอนมันก่อตัวสักนิด แต่เมื่ออาการเผยตัว มันก็ใหญ่เสียจนกระจายไปบริเวณอื่นแล้ว
คุณลองดูรูปข้างล่างนี่อีกครั้ง
ภาพแสดงก้อนมะเร็งก่อตัวในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น
ภาพบน คือ ภาพสามมิติของลำไส้ใหญ่ทั้งหมด 
ภาพล่างแสดงก้อนเนื้องอกในลำไส้ใหญส่วนต้น 
1 คือมะเร็งเกิดเป็นติ่งเนื้ออยู่ภายในผนังชั้นใน (เยื่อบุ)ของลำไส้ 
2 คือมะเร็งที่กัดกินทะลุเยื่อบุภายในเข้ามาอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ (ชั้นกลาง) ของผนังลำไส้ 
3 มะเร็งกัดกินลึกลงมาถึงผนังชั้นนอกสุดของลำไส้แต่ยังไม่ทะลุออกภายนอกลำไส้ 
4 คือมะเร็งทะลุออกนอกลำไส้และแพรกระจายสู่ท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดฝอย ซึ่งสามารถกระจายไปไกลจากต้นกำเนิดได้แล้ว 
จะเห็นได้ว่า แม้แต่มะเร็งทะลุผนังลำไส้ออกมาและกระจายไปตามท่อน้ำเหลืองแล้ว คนไข้ยังอาจไม่มีอาการใดๆได้เนื่องจากก้อนเนื้อไม่ได้อุดท่อลำไส้จนกากอาหารผ่านไม่ได้ กว่าก้อนเนื้ออุดลำไส้จนเกิดอาการท้องผูก มะเร็งก็กระจายออกไปไกลแล้วเสียส่วนใหญ่ ซึ่งการผ่าตัดลำไส้ออกครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ครอบคลุมมะเร็งที่กระจายไปไกลแล้วได้ อีกอย่างหนึ่ง มะเร็งลำไส้ใหญ่นี้ ดื้อยาต้านมะเร็งมาก ยังไม่มียาสูตรไหนกำจัดมันได้ผลดี อย่างมากให้ผลครึ่งหนึ่งเท่านั้น

"เราควรตรวจพบตั้งแต่มันมีขนาดเพียง 1 เซนติเมตร" จะดีกว่าไหม?

หากคุณหรือคนที่คุณรัก เริ่มตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ตั้งแต่เนิ่นๆ หากพบติ่งเนื้อและเมื่อตัดติ่งเนื้อไปตรวจพบเป็นมะเร็งระยะแรก ก็เพียงตัดลำไส้ส่วนนั้นเป็นช่วงสั้นๆ โอกาสหายขาดสูงมาก 
จะดีกว่าไหม ถ้าเรารักษาชีวิตอันมีค่าและดำรงคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่กับคนที่รักได้อีกนาน?

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนการตรวจเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่?

  1. เตรียมลำไส้ (Bowel Preparation)
  2. ติดฉลากให้กากอาหาร (Fecal tagging)
การเตรียมลำไส้ใหญ่
มีหลายสูตรมาก ขอยกตัวอย่างที่โรงพยาบาลของหมอใช้กันคือ
สองวันก่อนเช้าวันตรวจ 
อาหาร  อาหารที่กินไม่ได้คือ ส่วนของพืชผัก เมล็ดธัญพืช เนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ๆ ไขมันพวกเนยหรืออาหารทอด ผัด
อาหารที่รับประทานได้คืออาการอ่อนไร้กากใย ได้แก่ แป้งหรือข้าวหรือเนื้อในของถั่ว (ไม่มีเปลือกของเมล็ด) ขนมปังขาวล้วน เส้นหมี่จากแป้งขาวล้วน เนื้อสัตว์หรือไข่ที่บดละเอียด เป็นต้น
หนึ่งวันก่อนตรวจ
อาหาร รับประทานแต่อาหารเหลวที่ใส แค่ไหนถึงจะเรียกว่าใส คือถ้าใส่แก้วแล้ววางแก้วบนกระดาษหนังสือพิมพ์เรายังเห็นตัวหนังสือที่ก้นแก้วได้นั่นถือว่ายอมรับได้ แต่ถ้าขุ่นจนอ่านตัวหนังสือไม่เห็นก็ไม่ควรดื่ม
ยาระบาย เจ้าหน้าที่แผนกเอกซเรย์จะให้ยาระบายมารับประทานในวันนี้ด้วยให้รับประทานตามคำแนะนำ
สารติดฉลากให้กากอาหาร เจ้าหน้าที่จะให้ของเหลวซึ่งเป็นส่วนของสารติดฉลากกากอาหาร คือเมื่อดื่มเข้าไปตามคำแนะนำ สารนี้จะไปเคลือบกากอาหารที่ยังติดต้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ ช่วยให้แพทย์ที่ดูภาพเอกซเรย์แยกแยะได้ว่านั่นคือกากอาหารที่ติดอยู่ ไม่ใช่เนื้องอกของจริง
เช้าวันตรวจ ให้งดอาหาร อาจจะจิบน้ำแก้กระหายบ้าง แล้วมาโรงพยาบาล
การตรวจ
เจ้าหน้าที่จะสวนท่อยางเล็กๆเข้าทวารหนัก ดังรูป
ภาพแสดงการสอดท่อยางเข้าทางทวารหนัก ไม่เจ็บปวดแต่อย่างใด

ภาพแสดงขนาดท่อยางที่สอดปลายเข้าทางทวาร ขนาดเล็กเท่าหลอดกาแฟเท่านั้นเอง

 แล้วใส่ลมเข้าทางท่อนี้เพื่อให้ลำไส้ใหญ่พองตัวเต็มที่ ผู้ตรวจจะรู้สึกตึงท้องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เจ็บแต่อย่างใด จากนั้นจะถอดท่อออกจากทวาร ผู้ตรวจต้องกลั้นลมไว้ให้นานจนกระทั่งการสแกนเสร็จ
ผู้รับการตรวจนอนอยู่บนเตียงเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดังรูป
ภาพแสดงผู้ป่วยนอนตรวจในเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตัวรับภาพเอกซเรย์ติดตั้งอยู่ภายในอุโมงรูวงแหวน (สีครีม) เมื่อเตียงตรวจเลื่อนเข้าในอุโมงวงแหวนตัวรับภาพเอกซเรย์จะหมุนไปรอบตัวผู้รับการตรวจและคอมพิวเตอร์จะแปลสัญญาณออกมาเป็นภาพตามที่ซอฟแวร์ต้องการ

เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ตรวจนอนหงายและสแกนหนึ่งครั้ง แล้วให้นอนคว่ำและสแกนภาพอีกหนึ่งครั้งก็จะเสร็จกลั้นหายใจครั้งละไม่เกิน 20 วินาที
เวลาการตรวจทั้งหมดไม่เกินครึ่งชั่วโมง
จากนั้นเจ้าหน้าที่เทคนิคจะให้ผู้ตรวจรับประทานอาหารตามปกติได้และนัดมารับทราบผลตรวจ

ตัวอย่างภาพจากซอฟแวร์ประมวลผลต่างๆ
ภาพลำไส้ใหญ่มุมมองเหมือนการผ่าลำไส้แล้วคลี่ออกให้แบนๆ สีฟ้าเล็กๆในภาพคือติ่งเนื้อที่ตรวจพบ ซึ่งต้องนัดผู้ป่วยมาส่องกล้องเพื่อตัดติ่งเนื้อไปตรวจอีกครั้งหนึ่ง

ภาพในมุมมองส่องกล้อง ภาพจะเหมือนเราเดินทางเข้าไปสำรวจอุโมง (ซึ่งเป็นอุโมงลำไส้ใหญ่) เราเห็นตุ่มนูนๆ อันหนึ่ง นี่คือติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ซึ่งต้องนัดมาส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์มะเร็งอีกครั้งหนึ่ง

ค่าใช้จ่าย
โดยประมาณแต่ละแห่งในโรงพยาบาลเอกชนจะมี่ค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-12,000 บาท
การตรวจนี้จะทำทุกๆ 5 ปี ดังนั้นภาระค่าใช้จ่ายก็จะเฉลี่ย 2000-2400 บาทต่อปี
หากแต่ละคนที่มีกำลังทรัพย์พอที่จะดูแลตัวเองเช่นนี้ได้ ก็นับว่าคุณโชคดีจริงๆ เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากไม่ทราบหรือไม่มีโอกาสนี้

คุณเองก็มีโอกาสบอกเล่าความจริงนี้ให้กับคนที่คุณปรารถนาดีต่อๆไป

แล้วพบกับบทความน่าสนใจอื่นๆต่อๆไป โปรดติดตามนะครับ

อ้อ! อย่าลืมกด Like ให้ด้วยนะครับ

กลับยังหน้า สารบัญบทความ