หินปูนในเต้านม (Breast calcifications)

ในภาพเอกซเรย์เต้านมถ้าปกติจะไม่พบรอยหินปูนเลย แต่การพบหินปูน หรือบางคนเรียก แคลเซียม ในภาพเอกซเรย์เต้านม (Mammograms) ก็มีหลายลักษณะ ทั้งเสี่ยงและไม่เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม เรามารู้จักชนิดของหินปูนแต่ละชนิดพอสังเขปกันเถอะ

หินปูนที่สงสัยมะเร็ง

หินปูนที่สงสัยมะเร็งแบบที่หนึ่ง (Fine Linear and Fine linear branching calcifications) 
หินปูนที่รูปร่างเป็นขีดละเอียด หรือเป็นขีดละเอียดเรียงตัวคล้ายกิ่งก้าน

Fine linear and fine linear branching calcifications



ภาพเอกซเรย์เต้านมนี้แสดงให้เห็นกลุ่มของหินปูน (สีขาว)ซึ่งส่วนใหญ่จะรูปร่างเป็นขีดหรือแท่ง แต่ละแท่งจะเรียงตัวกันคล้ายเส้นตรง หรือแตกแขนงเป็นกิ่งเหมือนกิ่งไม้ ถ้าของใครมีลักษณะแบบนี้ละก็สงสัยมะเร็งเต้านม ซึ่งแพทย์จะต้องนัดมาเจาะเอาเนื้อบริเวณนี้มาพิสูจน์ให้แน่ชัดครับ


หินปูนที่สงสัยมะเร็งแบบที่สอง Fine pleomorphic calcifications  กลุ่มหินปูนละเอียดที่มีรูปร่างหลายๆแบบ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นขีดบ้าง เป็นจุดบ้าง และจุดบางอันก็ไม่ได้กลมเหมือนกันเหมด ดังภาพด้านล่าง



Fine pleomorphic calcifications

หินปูนลักษณะนี้สงสัยมะเร็งมากครับ จึงต้องให้แพทย์เจาะเก็บเนื้อเยื่อบริเวณนี้มาตรวจพิสูจน์มะเร็งต่อไป


หินปูนสงสัยมะเร็งแบบที่สาม Amorphous calcifications

กลุ่มหินปูนที่เราเห็นได้ลางๆจึงเห็นรูปร่างได้ไม่ชัดเจนดังภาพด้านล่าง


Amorphous microcalcifications


สังเกตในวงกลมจะพบ หินปูนมีขนาดเล็กมาก (จำนวนมากกว่า 5 จุดขึ้นไป) และสีจางมากจนเราไม่สามารถเป็นรูปร่างของมันได้อย่างชัดเจน จึงไม่สามารถอธิบายรูปร่างลักษณะของมันได้ ลักษณะอย่างนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งหรือเป็นภาวะที่ไม่เป็นมะเร็งก็ได้ อย่างไรก็ตามทางการแพทย์ ถ้าตัดประเด็นโรคร้ายแรงออกไม่ได้ก็ต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดเสียก่อน โดยการเจาะเก็บเนื้อเยื่อบริเวณนั้นไปส่งตรวจครับ




หินปูนสงสัยมะเร็งชนิดที่สี่ 
Coarse heterogeneous calcifications
หินปูนชนิดหยาบ ขอบชัด รูปร่างและขนาดแตกต่างกัน ดังภาพ
Coarse heterogeneous calcifications



หินปูนนี้มีขนาดใหญ่กว่า 0.5 มิลลิเมตร ขอบเขตเห็นได้ชัด แต่มีรูปร่างหลายแบบ และขนาดไม่เท่ากันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือหย่อม ถ้าพบลักษณะแบบนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ใช่ก็ได้ จัดได้ว่ากลางๆระหว่างใช่หรือไม่ใช่มะเร็ง แต่ทางการแพทย์ถ้ามีโอกาสเป็นโรคร้ายแรง ต้องพิสูจน์ให้ทราบแน่ชัด โดยการเจาะเก็บเนื้อเยื่อที่มีหินปูนเหล่านี้มาพิสูจน์มะเร็ง


หินปูนที่สงสัยมะเร็งน้อย
Round and punctate microcalcifications 
หินปูนขนาดเล็กขอบชัด มีขนาดใกล้เคียงกัน รูปร่างกลมเหมือนรูเข็ม (จินตนาการเหมือนรูเข็มที่เจาะด้วยเข็มขนาดเดียวกันบนกระดาษ) ดังรูปด้านล่าง

Round punctate microcalcifications

ถ้าแพทย์พบหินปูนลักษณะเช่นนี้ จะนัดติดตามการตรวจเอกซเรย์เต้านมใกล้ชิดคือนัดถัดไปอีกหกเดือน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงลักษณะว่าจะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นที่น่าสงสัยมะเร็งหรือไม่ หากเปลี่ยนแปลงไปทางสงสัยมะเร็ง ครั้งหน้าแพทย์ต้องนัดเจาะเก็บเนื้อเยื่อมาพิสูจน์มะเร็ง หากไม่เปลี่ยนแปลงอาจนัดตรวจแมมโมแกรม (Mammograms) ทุกหกเดือนเป็นเวลาสามปี จนแน่ใจว่าไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอนแล้วหรือหินปูนลดลง จะนัดตรวจเอกซเรย์เต้านมระยะเวลาห่างขึ้น



หินปูนที่ไม่สงสัยมะเร็ง (Benign calcifications)

หินปูนที่ไม่สงสัยมะเร็งชนิดที่หนึ่ง 
Milk of calcium 
เป็นหินปูนที่ตกตะกอนอยู่ในหน่วยต่อมน้ำนม (ลองนึกถึงภาพถ้วยวางหงายอยู่ในถังน้ำใสๆ หากคุณมองถ้วยจากด้านบนคุณจะเห็นถ้วยเป็นรูปวงกลม หากคุณมองถ้วยจากด้านข้างคุณจะเห็นถ้วยรูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยวหงาย เช่นกัน หินปูนที่ตกตะกอนอยู่ในหน่วยของต่อมน้ำนมให้ลักษณะที่ท่าที่เอกซเรย์คล้ายตัวอย่างที่ยกมา ดังนี้

เอกซเรย์เต้านมในแนว บน-ล่าง (Craniocaudad position)


เอกซเรย์เต้านมในแนว ใน-นอก เอียง (Mediolateral oblique position)
ภาพของหินปูน milk of calcium ในต่อมน้ำนมในมุมมองบน-ล่าง จะเห็นหินปูนรูปร่างวงกลม ขณะที่ภาพหินปูนในแนวมุมมองด้านข้างจะเห็นหินปูนรูปถ้วยหงาย
เมื่อเราเอกซเรย์เต้านมในแนวบน-ล่าง ดังภาพ เราจะเห็นแคลเซียมเป็นรูปกลม แต่เมื่อถ่ายเอกซเรย์ในท่าเอียงด้านข้าง เราจะเป็นหินปูนที่ตกตะกอนในแอ่ง รูปร่างเหมือนถ้วย แต่ในภาพเอกซเรย์ จะเล็กมาก ต้องขยายภาพอีก ดังภาพด้านล่าง
ภาพแมมโมแกรมแบบขยาย แสดงหินปูน milk of calcium แนวบนล่าง (ภาพซ้าย) และแนวด้านข้างใน-นอกเอียง (ภาพขวา)

ถ้าพบหินปูน ชนิด milk of calcium รังสีแพทย์จะรายงานผลออกมาว่าไม่เป็นอันตราย การนัดหมายตรวจเอกซเรย์เต้านมจึงเป็นหนึ่งปีเหมือนคนที่ผลปกติเลย


หินปูนชนิดไม่ใช่มะเร็งชนิดที่สอง “หินปูนที่ผิวหนัง (Dermal calcification) หินปูนที่ผิวหนังเราจะเห็นอยู่ขอบๆของภาพ อยู่ในที่ตื้นๆ ดังภาพด้านล่าง

หินปูนที่ผิวหนัง (Dermal calcifications)


หินปูนชนิดนี้เกิดในผิวหนัง ไม่ได้เกิดในชั้นเต้านม ถ้าแพทย์พบแพทย์จะรายงานผลว่าไม่เป็นอันตรายและตรวจปีต่อไปตามปกติเช่นคนที่ไม่พบอะไรเลย

หินปูนชนิดไม่อันตรายชนิดที่สาม 
“หินปูนของหลอดเลือดในเต้านม (Vascular calcification)” 
ดังภาพด้านล่าง
หินปูนของหลอดเลือดในเต้านม (Vascular calcifications)

หินปูนที่จับผนังหลอดเลือดในเต้านมจะมีลักษณะสีขาวเป็นรูปท่อยาวในภาพเอกซเรย์เต้านม หรือมีลักษณะเป็นเส้นขาวคู่ขนานกัน ไม่เป็นอันตราย แพทย์จะนัดตรวจเอกซเรย์เต้านมปีต่อไป



หินปูนชนิดไม่อันตรายชนิดที่สี่ “หินปูนรูปร่างเหมือนข้าวโพดคั่ว (Pop corn liked calcification) 
ภาพหินปูนลักษณะคล้ายข้าวโพดคั่วในภาพแมมโมแกรมเต้านมข้างซ้าย



หินปูนชนิดนี้จะเกิดในเนื้องอกชนิดไม่ร้ายชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของเนื้อเต้านม ชื่อ ไฟโบรอะดีโนมา (Fibroadenoma) เนื้องอกชนิดนี้มีได้หลายขนาด เมื่อเวลาผ่านไปเนื้องอกจะเสื่อมฝ่อลงและมีหินปูนลักษณะเหมือนข้าวโพดคั่วเกิดขึ้นได้ ถ้าเห็นลักษณะหินปูนเช่นนี้ก็มั่นใจได้ว่า ไม่เป็นอันตรายแน่นอน แพทย์จะนัดตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในระยะเวลาปกติเลย



หินปูนชนิดไม่อันตรายชนิดที่ห้า “หินปูนรูปแท่ง
ขนาดใหญ่ 
(Large rod-liked calcifications)

หินปูนรูปแท่งขนาดใหญ่ (Large rod-liked calcifications)

หินปูนนี้มีรูปร่างเป็นแท่งขนาดใหญ่กว่า 1 มิลลิเมตร เพราะเป็นหินปูนที่เกิดในท่อน้ำนมที่ขยายตัวขึ้น จะเรียงตัวกันใกล้หรือเข้าหาหัวนม มักพบทั้งสองข้างและในคนสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีเป็นต้นไป บางครั้งจะเข้าใจสับสนกับหินปูนรูปร่างเป็นขีดขนาดเล็กซึ่งสงสัยมะเร็ง แต่หินปูนรูปแท่งขนาดใหญ่จะไม่ใช่หินปูนมะเร็งเลย ผู้หญิงที่มีหินปูนชนิดนี้จึงสามารถตรวจแมมโมแกรมปีละครั้งเหมือนคนปกติ


หินปูนชนิดไม่อันตรายชนิดที่หก “หินปูนรูปเปลือกไข่ (Eggshell calcification)
หินปูนรูปเปลือกไข่ (Egg-shelled calcification)
มักจะเกิดจากเม็ดไขมันที่ไม่มีชีวิตแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปทรงรูปไข่ และเกิดหินปูนจับที่ขอบนอกของเม็ดไขมันนี้จึงมองเห็นเป็นเส้นโค้งบางๆเป็นรูปวงรี เต็มวงบ้างหรือไม่เต็มวงบ้างก็ได้ ส่วนใหญ่จะขนาดใหญ่กว่า 1 มิลลิเมตร ไปจนกระทั่งขนาดเป็นเซนติเมตรก็พบได้ ไม่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด ถ้าตรวจพบแพทย์จะไม่ต้องนัดพิเศษใดๆ



หินปูนชนิดไม่อันตรายชนิดที่เจ็ด “หินปูนขรุขระขนาดใหญ่จากเนื้อเยื่อสลาย (Dystrophic calcification)
ภาพแมมโมแกรม แสดงลักษณะของหินปูนชนิดขรุขระจากเนื้อเยื่อสลาย (Dystrophic calcifications)

หินปูนชนิดนี้มีขนาดใหญ่ รูปร่างเหมือนก้อนหินขรุขระมาก บางคนจินตนาการว่าเหมือน หินลาวาขรุขระ ส่วนใหญ่เกิดจากเนื้อเยื่อตายและเปลี่ยนแปลงไปจนมีหินปูนมาจับ จึงมักพบหลังจากเต้านมได้รับการฉายรังสีรักษาหรือบาดเจ็บของเต้านมมาแล้วประมาณ 3 ถึง 5 ปี อย่าเข้าใจผิดว่าเหมือนหินปูนมะเร็ง หรือเห็นว่าขรุขระแล้วจะดูแล้วอันตราย ทางการแพทย์หากพบลักษณะเช่นนี้ร่วมกับประวัติเคยได้รับการฉายรังสีรักษามาก่อนก็แน่ใจได้ว่า เป็นหินปูนชนิดไม่ร้ายแรง สามารถตรวจแมมโมแกรมประจำปีเหมือนคนที่ปกติไม่พบอะไรได้เลยครับ


กลับสู่ สารบัญบทความ

วิธีป้องกันหรือลดอาการปวด จากการทำ แมมโมแกรม



หลายๆคนกลัวการตรวจแมมโมแกรม เพราะกลัวเจ็บจากการตรวจ 
แต่โดยแท้จริงแล้ว ทราบหรือไม่ว่าหากมีการเตรียมตัวอย่างดี โอกาสตรวจแล้วเจ็บจะลดลงไปได้มากทีเดียว 
ถ้าอย่างนั้นมาติดตามวิธีลดการเจ็บจากการตรวจแมมโมแกรมกันเถอะ...

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจ็บ ระหว่างตรวจแมมโมแกรม

มีอยู่ 3 ปัจจัยดังต่อไปนี้

ความชำนาญของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ

              เจ้าหน้าที่ที่มากประสบการณ์จะเข้าใจการจัดท่าตรวจผู้ป่วยแต่ละคนอย่างระมัดระวัง รู้จักปรับระดับความสูงของเครื่องตรวจให้พอเหมาะกับรูปร่างของผู้รับการตรวจ จึงมีผลให้การตรวจไม่เจ็บหรือเจ็บน้อยลงได้

ความกังวลของผู้รับการตรวจ

              หากจิตใจของผู้รับการตรวจปักใจเชื่อว่า มันจะต้องเจ็บ ผลที่ได้รับก็จะเพิ่มความรุนแรงขึ้น ดังนั้นการพยายามโน้มน้าวจิตใจไม่ให้คิดไปในทางลบจะช่วยลดโอกาสการเจ็บระหว่างตรวจลงได้

โครงสร้างเต้านมของผู้รับการตรวจ

              โดยทั่วไปหากเต้านมตึงคัดจะมีโอกาสเจ็บได้ง่ายกว่า หรือผู้ที่มีถุงน้ำในเต้านมก็จะยิ่งมีโอกาสเจ็บระหว่างตรวจแมมโมแกรมได้มากขึ้นแต่ไม่จำเป็นต้องเกิดเสมอไปสำหรับทุกคน

ลดอาการปวดระหว่างตรวจแมมโมแกรม ได้อย่างไร?

อันดับแรกเลย คือ สืบค้น หรือสอบถามจากผู้เคยตรวจมาก่อน ว่า ผู้ให้บริการที่ไหนดี ตรวจแล้วไม่เจ็บ

              ผู้ให้บริการแมมโมแกรมในภาคตะวันออก มีดังต่อไปนี้
   จังหวัดระยอง
             บีอาร์เอกซ์จีโพลิคลินิก (คลินิกเอกชน) โทร. 033060399, 0994914129
             โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง (รพ. เอกชน) โทร. 038921999
   จังหวัดชลบุรี
             โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (รพ.รัฐบาล) โทร. 038245700
             โรงพยาบาลชลบุรี (รพ. รัฐบาล) โทร. 038931000
             โรงพยาบาลเอกชล (รพ. เอกชน) โทร. 038939999
            โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช (รพ. เอกชน) โทร. 0382843545
            โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี (รพ. เอกชน) โทร. 033038888
             โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา (รพ. เอกชน) โทร. 038320300
             โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา (รพ. เอกชน) โทร. 038317333
             โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา (รพ. เอกชน) โทร. 038259999
   จังหวัดจันทบุรี
              โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี (รพ. รัฐบาล) โทร. 039319666
             โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี (รพ. เอกชน) โทร. 039319888, 039602177
   จังหวัดตราด
              โรงพยาบาลกรุงเทพตราด (รพ. เอกชน) โทร. 039612000
   จังหวัดฉะเชิงเทรา
              โรงพยาบาลพุทธโสธร (รพ. รัฐบาล) โทร. 038814375
             โรงพยาบาลรวมแพทย์ฉะเชิงเทรา (รพ. เอกชน) โทร. 033050600

              หากใครตรวจแล้วมีอาการปวดหลังหรือปวดคอ โปรดอย่าเกรงใจที่จะบอกกับเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ เพื่อจะปรับตำแหน่งเครื่องตรวจให้เหมาะสมกับตัวคุณ

วิธีลดอาการเจ็บจากการตรวจแมมโมแกรมด้วยตัวคุณเอง 
ได้แก่
เลือกเวลาตรวจ: ระยะเวลาที่เต้านมไม่คัดตึงและตรวจแล้วไม่เจ็บจะเป็นประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากมีประจำเดือน ระยะที่ก่อนหรือกำลังมีประจำเดือนอาจจะมีผลให้เจ็บเต้านมมากกว่าปกติได้
ประวัติ: หากมีประวัติโรคถุงน้ำในเต้านมและเคยมีอาการเจ็บอยู่แล้วควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ
กาแฟและบุหรี่: มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่สรุปว่าการงดกาแฟและบุหรี่สามารถช่วยลดความเจ็บปวดจากการตรวจแมมโมแกรมได้
ยา: การรับประทานยาแก้ปวดก่อนการตรวจครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง สามารถลดอาการปวดระหว่างการตรวจได้
แผ่นรอง: เครื่องแมมโมแกรมบางรุ่นจะมีแผ่นนุ่มๆรองเต้านมไม่ให้เต้านมสัมผัสกับแผ่นรับภาพโดยตรงซึ่งช่วยลดการเจ็บปวดได้
การหายใจ: การหายใจช้าและลึกก่อนจะตรวจสามารถช่วยลดความตึงเครียดและมีส่วนให้เจ็บลดลงได้
อยู่นิ่งๆ: การขยับตัวระหว่างกำลังเอกซเรย์ทำให้ภาพไม่ชัดและถูกตรวจซ้ำและใช้เวลานานขึ้นอาจจะเพิ่มโอกาสให้เจ็บเต้านมได้ จึงควรอยู่นิ่งให้เต็มที่ตามที่เจ้าหน้าที่แมมโมแกรมร้องขอ
เลื่อนการตรวจในกรณีกำลังให้นมบุตร: หากเป็นกรณีไม่เร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องรีบตรวจแมมโมแกรม ให้สอบถามแพทย์ว่าสามารถเลื่อนการตรวจไปอีกสักระยะได้หรือไม่จนกว่าจะไม่ได้ให้นมบุตรจนเต้านมลดอาการตึงคัดแล้วจึงค่อยมาทำการตรวจ
การตรวจแมมโมแกรมมีความสำคัญในการคัดกรองหามะเร็งเต้านมให้พบตั้งแต่เนิ่นๆ เราจึงไม่ควรกลัวการตรวจเนื่องด้วยเหตุผลเรื่องกลัวเจ็บจากการตรวจ และเมื่อคุณได้เรียนรู้วิธีลดอาการปวดดังกล่าวข้างต้นแล้วก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป ขอให้ตรวจแมมโมแกรมอย่างมีความสุขนะครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.medicalnewstoday.com/articles/316687.php#do-they-hurt






ทำไม ตรวจเอกซเรย์เต้านมต้องทำอัลตร้าซาวด์เต้านมด้วย?

บางท่านทราบแต่เพียงว่าการคัดกรองมะเร็งเต้านมคือการตรวจด้วยเอกซเรย์เต้านม (mammography) ไม่จำเป็นต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ก็ได้
หมอรัฐวัชร์จะแสดงตัวอย่างให้ดูว่าเป็นอย่างไร
นี่คือตัวอย่างแผนภาพเอกซเรย์เต้านมหรือแมมโมแกรมข้างขวาสี่ภาพเรียงลำดับตัวเลข ลูกศรสีฟ้าแต่ละอันชี้ตำแหน่งที่มีก้อนกลมสีขาว ลายเส้นในเต้านมแสดงให้เห็นถึงความหนาแน่นของเนื้อนมต่างๆกันเรียงลำดับจากน้อย (ซ้าย) ไปหามาก (ขวา)
ภาพหมายเลขหนึ่ง เห็นก้อนกลมชัดเจน เพราะเส้นใยเนื้อนมไม่ได้บดบังก้อนเลยใช่ไหม?
ภาพหมายเลขสอง แสดงเต้านมที่มีเนื้อเยื่อเต้านมเริ่มหนาแน่นมากขึ้น เราเริ่มจะเห็นก้อนกลมไม่ค่อยชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ?
ภาพหมายเลขสาม แสดงเต้านมที่มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่นขึ้นอีกระดับ เราดูไม่ออกเลยว่ามีก้อนกลมอยู่ในเต้านม
ภาพหมายเลขสี่ เต้านมมีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่นสูงสุด ไม่มีทางเห็นก้อนที่ซ่อนอยู่ได้เลย
จากภาพอธิบายได้ว่า กรณีรังสีแพทย์เห็นเนื้อเยื่อเต้านมแบบที่หนึ่งคือเนื้อเยื่อเต้านมไม่หนาแน่นเลย แพทย์ไม่จำเป็นต้องตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมเพิ่มให้ก็ได้
แต่หากภาพเอกซเรย์เต้านมที่มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่นจนมีโอกาสบดบังก้อนที่ซ่อนได้ แพทย์จะตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมให้ด้วยครับ
จากการตรวจเอกซเรย์เต้านมของคนไทย ส่วนใหญ่จะมีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่นมาก ดังนั้นส่วนมากจะได้รับการตรวจเสริมด้วยอัลตร้าซาวด์เต้านมด้วยครับ

จากภาพเอกซเรย์เต้านม (mammograms) ข้างบนนี้ มีใครเห็นก้อนเนื้อในเต้านมซ้ายบ้าง?
ไม่เห็นใช่ไหมครับ? หมอก็ไม่เห็นเหมือนกันครับ แต่พอลองไปตรวจกับเครื่องอัลตร้าซาวด์ดู เห็นดังรูปล่างครับ
ในภาพอัลตร้าซาวด์เนื้อเยื่อเต้านมจะเป็นสีขาว ส่วนเนื้องอกขรุขระในภาพเป็นก้อนสีเทาดำ เราจึงเห็นก้อนแตกต่างจากเนื้อเยื่อเต้านมปกติได้ชัดเจนครับ

โดยสรุป กรณีที่เนื้อเยื่อเต้านมมีมากจนมีโอกาสบดบังก้อนเนื้อในเต้านมได้ รังสีแพทย์จะพิจารณาตรวจเต้านมด้วยอัลตร้าซาวด์ (breast ultrasonography)เพิ่มเติมจากการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammography) จึงจะครบถ้วนกระบวนการคัดกรองหรือวินิจฉัยหารอยโรคในเต้านมครับ


กลับสู่ สารบัญบทความ


จริงหรือ? ตรวจเอกซเรย์เต้านมมากๆ จะกระตุ้นให้เป็นมะเร็งเต้านม


คำถามนี้เกิดขึ้นจริงสำหรับบางคน จนไม่กล้าตรวจแมมโมแกรม (Mammograms) แถมยังบอกต่อเพื่อนคนอื่นมาอีกจนเพื่อนกลัวไม่กล้ามาตรวจตามๆกัน

ตอบ: 
คนเราได้รับปริมาณรังสีในธรรมชาติอยู่แล้วที่เฉลี่ย 3 millisieverts (mSv) ต่อปี
การทำแมมโมแกรมต่อครั้งได้รับรังสีขนาด 0.4 millisieverts ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมากกว่าขนาดที่ได้รับในธรรมชาติอยุ่แล้ว หากเราเปรียบเทียบประโยชน์ในการลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมกับความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งจากรังสีที่ได้รับแล้ว ประโยชน์มากกว่าโทษอยู่หลายเท่า จึงเป็นการคุ้มค่าที่จะตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
นอกจากนี้ในทางปฏิบัติก็ไม่มีแพทย์ที่ไหนจะให้ผู้รับบริการตรวจแมมโมแกรมบ่อยกว่าสองครั้งต่อปี จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเกิดมะเร็งจากรังสีเอกซ์กระตุ้น

อย่าลืมนะครับ หากคุณผู้หญิงมีอายุตั้งแต่สี่สิบปีขึ้นไปควรได้รับการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม






ถ้าคุณอยากปลอดภัยจากมะเร็งเต้านม ควรทำอย่างไร?



มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากอันดับแรกในหญิงทั่วโลก การตรวจคัดกรองจะพบมะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ 0.6 -0.9
การคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการถ่ายภาพรังสีเต้านม (mammogram) ทำให้แพทย์วินิจฉัยมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรก นอกจากนี้ความก้าวหน้าในการรักษาทำให้อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมลดลงอย่างมาก ดังนั้นผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ในระยะแรกของโรคจึงมีอายุขัยใกล้เคียงกับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั่วไป



คำแนะนำการคัดกรองมะเร็งเต้านม

ผู้หญิงทั่วไป
              ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
              ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง และควรมีการตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อยทุก 3 ปี
              ผู้หญิงที่มีอายุ 40-69 ปีขึ้นไปและไม่มีอาการ
              ควรตรวจเต้านมตนเองเดือนละครั้ง ตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุก 1 ปี
ตรวจด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านม (อาจใช้การตรวจเต้านมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง[ultrasonography] ร่วมด้วย) ทุก 1-2 ปี

กลุ่มเสี่ยง
              ควรได้รับการตรวจคัดกรองเหมือนกับกลุ่มผู้หญิงทั่วไป แต่ควรจะต้องเริ่มตรวจเร็วขึ้น เช่น ในกรณีที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50  ปีหรือวัยก่อนหมดประจำเดือน ควรทำการตรวจคัดกรองเมื่ออายุที่ญาติเป็นมะเร็งเต้านมลบออกอีก 10 ปี และควรตรวจทุกปี โดยกลุ่มเสี่ยงได้แก่
              มีประวัติญาติสายตรง ได้แก่ มารดา พี่สาว/น้องสาว และบุตร เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่
              ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม
              ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีบริเวณหน้าอก ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรค Hodgkin’s disease หรือ Non-hodgkin’s lymphoma เป็นต้น
              ผู้ที่มีประวัติทำการเจาะเนื้อเยื่อจากรอยโรคในเต้านมและได้ผลเป็น atypical ductal hyperplasia, Lobular neoplasia
              ผู้ที่ได้รับประทานฮอร์โมนเสริมทดแทนวัยหมดประจำเดือนเป็นประจำเกิน 5 ปี

วันนี้คุณควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยวิธีใด?

คัดกรองมะเร็งเต้านม ระยอง ต้อง บีอาร์เอกซ์จี โพลีคลินิก ตามแผนที่นี้ 


คุณจะไม่พลาดข้อมูลสุขภาพที่ดีต่อตัวคุณ เพียงกดติดตาม https://www.facebook.com/brxggroup/

เคล็ดลับการมีสุขภาพที่ดี อายุยืนยาว



ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า แต่ก็ไม่มีใครอยากอายุสั้น มาสร้างโอกาสให้ตัวเองมีอายุยืนยาวและสุขภาพดีไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานยามแก่เฒ่ากันเถอะ 
เราสามารถใช้หลักการ 5 อ. ดังต่อไปนี้

อาหาร
  • คุมน้ำหนักให้พอดี โดยคร่าวๆ ผู้ชายควรมีน้ำหนักเท่ากับส่วนสูงลบด้วย 100 เช่น ส่วนสูง 170 เซนติเมตร ก็ควรจะมีน้ำหนักไม่เกิน 170-100 = 70 กิโลกรัม ส่วนผู้หญิงควรมีน้ำหนักเท่ากับส่วนสูงลบด้วย 110 เช่น ถ้าผู้หญิงสูง 160 เซนติเมตร ก็ควรมีน้ำหนักไม่เกิน 160-110 = 50 กิโลกรัม นอกจากนี้ก็ไม่ควรจะให้อ้วนลงพุงด้วย
  • เกลือแกง อย่ารับประทานให้เกินวันละ 6 กรัม (1 ช้อนชา) 
  • อาหารหลักควรมาจาก ผัก, ผลไม้, ธัญญพืช, ผลิตภัณฑ์จากนมและอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ดังรายละเอียดปลีกย่อยดังนี้
    • กินผักและผลไม้ รวมไม่น้อยกว่า 5 ถ้วยตวงต่อวัน ผักและผลไม้อุุดมไปด้วยใยอาหารและยังลดความเสียงการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองและอัตราการตาย 
    • กินธัญพืชที่ยังไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮวลวีต ซีเรียล ข้าวโอ๊ต แทนธัญพืชที่ขัดสี (ข้าวขาว, แป้งขาว,ขนมปังขาว, เส้นหมี่่ที่มาจากแป้งขัดขาว) จะได้รับใยอาหารและสารอาหารอื่นๆเพื่มเติม เนื่องจากธัญพืชขัดขาว จะสัมพันธ์กับกับน้ำหนักเกิน ในทางกลับกันธัญพืชไม่ขัดสีจะลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • ไขมันทรานส์ ควรรับประทานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไขมันทรานส์ คือ ไขมันที่เกิดจากการนำไขมันจากพืช หรือไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันพืช มาเติมฟองอากาศจากไฮโดรเจนลงไปบางส่วน (Partially Hydrogenated Oil) เพื่อแปลงสภาพให้กลายเป็นของแข็ง หรือกึ่งเหลว กลายเป็นไขมันอิ่มตัว อย่างเช่น เนยเทียม เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation)
      • อาหารมีมีไขมันทรานส์ ตัวอย่างเช่น 
        • ขนมอบ เบเกอรี่ ที่มักใช้มาร์การีน วิปปิ้งครีม เนยขาว (ชอตเทนนิ่ง) ชีสเป็นส่วนผสม เช่น โดนัท ขนมเค้ก พาย คุกกี้ เวเฟอร์ บราวนี่ พิซซ่า ครัวซองต์ แซนวิช ขนมเปี๊ยะ โรตี ป๊อปคอร์นที่ใช้เนยเทียมคั่ว 
        • เครื่องดื่มสำเร็จรูป ประเภทที่มีครีมเทียม วิปปิ้งครีม นมข้นหวาน นมข้นจืด ส่วนผสมเหล่านี้บางชนิดก็มีไขมันทรานส์ 
        • อาหารทอดซ้ำ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด หมูทอด มันฝรั่งทอด 
    • ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแดง (ได้แก่เนื้อหมู, วัว เป็นต้น)และเนื้อที่แปรรูป ควรจะหันมารับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนอื่นๆ ได้แก่ อาหารทะเล, เนื้อสัตว์ปีก, ไข่, ถั่วต่างๆ, ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ถั่วที่ไม่มีเกลือและเมล็ดพืชต่างๆ การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปจะเพิ่มอัตราการตาย ขณะที่เนื้อขาว (เช่นอาหารทะเล เนื้อสัตว์ปีก)เกี่ยวเนื่องกับลดอัตราการตาย 
    • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากมีผลให้รับน้ำตาลที่ผ่านการแปรรูปและแคลอรี(พลังงาน)ส่วนเกิน 
    • อาหารไขมันต่ำ, อาหารมังสวิรัติ, อาหารเพื่อลดความดันโลหิตสูงและอาหารเมดิเตอเรเนียน อาหารเหล่านี้สัมพันธ์กับการมีสุขภาพดีจริง แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่รู้เลยว่าอาหารแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดสำหรับประชากรทั่วไป การเลือกใช้อาหารแบบไหนขึ้นอยู่กับ ความชอบส่วนตัว ปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน และความสามารถหามารับประทานได้ง่าย 
    • โดยส่วนใหญ่หากท่านรับประทานอาหารได้สมดุล ไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริม หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโภชนการ


ออกกำลังกาย 

  • โดยออกกำลังกายทุกส่วนสัด กระตุ้นจังหวะการเต้นของหัวใจ ผู้สูงอายุควรเคลื่อนไหวออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม มีหลากหลายวิธี เช่น ยืดเส้นยืดสาย ยืดเหยียด ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น และหลีกเลี่ยง การแข่งขัน ออกแรงเกินกำลัง ความเร็วสูง เกร็ง เบ่ง ยกน้ำหนัก การอยู่ในสถานที่ร้อนอบอ้าว อากาศไม่ถ่ายเท อยู่กลางแดดจ้า


อารมณ์ 
  • อารมณ์รื่นเริงยินดี ชีวีสดใสด้วยรอยยิ้ม จิตแจ่มใส มองโลกในแง่บวก ไม่เครียด ช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ลูกหลาน คนรอบข้าง


อดิเรก 
  • สร้างสรรค์งานอดิเรก เพิ่มพูนคุณค่า เกื้อกูลสังคม หากิจกรรมงานอดิเรกที่ชอบ ทำแล้วเพลิดเพลิน และมีคุณค่าทางจิตใจ เช่น อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทศน์ฟังธรรม พบปะสังสรรค์ ให้คำปรึกษาแนะนำ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้


อนามัย 
  • ปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะ ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน งด ละ เลิกอบายมุข บุหรี่ เหล้า ของมึนเมา และสารเสพติด สร้างอนามัยดี ชีวีมีสุข นำพาอายุยืนยาว สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี หมั่นตรวจและรักษาสุขภาพ  ควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง 

เรื่องการตรวจสุขภาพประจำปี ควรเลือกอย่างไรดี? ยังมีคำแนะนำต่ออีกนะครับ ติดตามได้ที่นี่เลย https://www.facebook.com/brxggroup/

บทความนี้ได้คัดย่อจาก วารสาร uptodate วารสารทางการแพทย์ที่รวบรวมความรู้ทางการแพทย์ที่คัดกรองความถูกต้องมาแล้ว

เป็นทางเลือกหรือไม่? รักษาข้อเข่าเสื่อมด้วย "เลือด" ของผู้ป่วยเอง

ปวดเข่า

ปวดเข่า จากข้อเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) เมื่อใดจะรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet rich plasma injection)


คุณมีญาติที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่? 
ความทุกข์ทรมานจากการปวดเข่าสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมช่างเรื้อรังยาวนานเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะปวดหรือการใช้ชีวิตไม่ปกติสุข แถมยังรำคาญสภาพตัวเองอีก
ผู้ป่วยแต่ละคนต่างพยายามเสาะแสวงหายาที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดจากเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) เพราะหลายๆคนกลัวการผ่าตัดรักษา อย่างไรก็ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่มีวิธีอื่นๆที่บรรเทาได้แล้ว

การรับประทานยา
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นง่ายๆด้วยการซื้อยารับประทานเอง ซึ่งมักจะได้รับยาแก้อักเสบของระบบกล้ามเนื้อ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs-NSAID) ซึ่งก็บรรเทาลงไปได้บ้าง เพราะยาไปลดการอักเสบ เมื่อรับประทานก็บรรเทาอาการ แต่หยุดรับประทานอาการก็กำเริบขึ้นอีก เราหวังผลที่ข้อเข่า แต่ตัวยานี้เข้าสู่ทั่วร่างกาย ซึ่งต้องระมัดระวังผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด ผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร และไต 
ดังนั้นการรักษาด้วยยารับประทานจึงไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ถัดมาร้านยา ก็แนะนำอาหารเสริมบำรุงกระดูกอ่อนได้แก่ กลูโคซามีน (Glucosamine) สารนี้พบว่าช่วยมีการสร้างกระดูกอ่อนเพิ่มขึ้น แต่บางรายรับประทานแล้วรู้สึกดีขึ้น บางรายงานก็ว่าไม่ได้ช่วยอะไร ราคาอาหารเสริมนี้ก็ไม่เบา แถมยังต้องกินต่อเนื่องตลอดไป แต่ก็กินนานกว่าสองปี ก็ยังไม่มีข้อมูลรองรับว่าใช้ต่อเนื่องได้นานกว่าสองปีหรือไม่
หากอาการยังไม่บรรเทา หลายคนก็เริ่มไปพบแพทย์ แพทย์แนะนำให้ลดน้ำหนักตัว, บริหารข้อเข่า พร้อมทั้งให้ยารับประทานเหมือนที่ร้านขายยาให้มากินเป็นบางครั้ง

การฉีดยาเข้าข้อเข่า (intraarticular injection)
หากการรักษาเบื้องต้นของคุณหมอยังเอาไม่อยู่ อีกหนึ่งในวิธีการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดของข้อเข่าเสื่อมคือ การฉีดยาเข้าไปในข้อ (intraarticular injection) เพื่อหวังผลให้ลดอาการปวดข้อเข่า โดยไม่ต้องได้รับยาทั่วทั้งร่างกาย แพทย์พยายามค้นคว้าทดลองหาสารที่ฉีดเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น สเตียรอยด์แก้อักเสบ, กลุ่มยากดภูมิต้านทาน (infliximab), กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid), โบท็อกซ์ (botulinum neurotoxin A) จนกระทั่งมาถึง เกร็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วยเอง (Homologous platelet rich plasma, PRP) จากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเห็นแนวโน้มว่า การฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วยเองเข้าไปในข้อเข่าให้ผลการรักษาในด้านลดอาการเจ็บปวดและปรับปรุงการทำงานของข้อเข่าได้ดีและยาวนานกว่าการฉีดด้วยสารชนิดอื่นๆ
ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาโดย Meheux และคณะ พบว่าการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นเข้าข้อเข่าเสื่อมช่วยให้อาการผู้ป่วยดีขึ้นนานถึง 12 เดือนเลยทีเดียว (ที่มา https://emedicine.medscape.com/article/1997643-overview#a1)

ทำไมฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นทำให้อาการจากข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นได้?
ยังไม่ทราบกลไกที่แท้จริง มีเพียงหลักฐานประกอบว่าสารกระตุ้นการเจริญเติบโต (growth factors) ในเกร็ดเลือดเข้มข้นไปเพิ่มการสังเคราะห์สารโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) และคอลลาเจน (collagen) ในเซลล์กระดูกอ่อน (Chondrocytes)

ข้อห้ามในการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นเข้าข้อเข่า
ห้ามฉีดในขณะที่ผู้ป่วยมีภาวะเกร็ดเลือดต่ำหรือเกร็ดเลือดทำงานผิดปกติ, ติดเชื้อในกระแสเลือด, ช็อค, ภาวะติดเชื้อในข้อเข่าหรือเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงจุดที่จะฉีดยา

วิธีการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นทำอย่างไร?
ขั้นตอนการเตรียมเกล็ดเลือดเข้มข้นประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ขั้น ดังภาพ
สี่ขั้นตอนหลักในการฉีดเกร็ดเลือดเข้มข้นรักษาข้อเข่าเสื่อม

หนึ่ง การเจาะเลือดออกจากแขนของผู้ป่วย
สอง เลือดจะถูกนำไปปั่นแยกชั้น
สาม ชั้นของเกร็ดเลือดจะถูกเก็บออกมา
สี่ ฉีดเกร็ดเลือดเข้นข้นเข้าสู่ข้อเข่า

ต้องทำบ่อยแค่ไหน?
โดยทั่วไปแพทย์จะฉีดเกร็ดเลือดสามครั้งห่างกันครั้งละ 7-10 วัน

ค่ารักษาเท่าไร?
ราคาฉีดต่อครั้งมีตั้งแต่ 4,000 ถึง 20,000 บาท ราคาสูงไม่จำเป็นต้องดีหรือราคาต่ำคุณภาพดีก็มี ดังนั้นขอให้สืบสถานบริการจากผู้ที่ได้ทดลองรักษาแล้วจะดีกว่า เพราะจากรายงานวิจัยหลายๆงาน ยังไม่ได้พบความแตกต่างของผลการรักษาจากวิธีที่ซับซ้อนจนนำมาสู่ราคาที่แสนแพงกับวิธีที่ง่ายๆซึ่งราคาจะถูกกว่า

หากคุณผู้สนใจการรักษาด้วยวิธีนี้ สอบถามได้ที่นี่

Link แผนที่: แผนที่ "บีอาร์เอกซ์จี โพลีคลินิก" คุณจะไม่พลาดข้อมูลสุขภาพที่ดีต่อตัวคุณ เพียงกดติดตาม https://www.facebook.com/brxggroup/